กำไรต่อชิ้น หรือกำไรต่อเดือน ดูตัวไหนก่อนเลิกขายสินค้า
เทียบกำไรต่อชิ้นกับกำไรต่อเดือนแบบมีตัวเลขจริง พร้อมวิธีนับเวลาและสต๊อกที่ซ่อนอยู่ ก่อนตัดสินใจเลิกขายสินค้าตัวหนึ่งจริง ๆ
2026-08-24 · อ่าน 10 นาที
เปิดตารางขายท้ายเดือน เจอสินค้าตัวหนึ่งที่กำไรต่อชิ้นน้อยกว่าตัวอื่นเกือบครึ่ง ใจหนึ่งอยากตัดทิ้งทันที เอาเวลาไปโฟกัสตัวที่กำไรต่อชิ้นสูงกว่า
แต่พอไล่ดูยอดขายทั้งเดือน สินค้าตัวที่กำไรต่อชิ้นน้อยกลับขายได้เยอะกว่าตัวอื่นสามเท่า พอรวมเป็นเงินก้อนท้ายเดือน มันทำเงินให้ร้านมากกว่าตัวที่กำไรต่อชิ้นสูงเสียอีก
คำถามที่ค้างคาใจคือ ควรเชื่อตัวเลขไหนกันแน่ กำไรต่อชิ้นที่ดูสวยในสมุดบัญชี หรือกำไรต่อเดือนที่เห็นจริงตอนนับเงินเข้าบัญชี
ทำไมสองตัวเลขนี้ถึงบอกคนละเรื่อง
กำไรต่อชิ้นบอกว่าขายของชิ้นนั้นหนึ่งชิ้นแล้วเหลือเท่าไหร่ มันเป็นตัวเลขที่ดีสำหรับดูว่าตั้งราคาถูกไหม แต่มันไม่บอกว่าขายได้กี่ชิ้น
กำไรต่อเดือนคือกำไรต่อชิ้นคูณจำนวนที่ขายได้จริง มันตอบคำถามที่สำคัญกว่าคือ สินค้าตัวนี้เอาเงินเข้าร้านเท่าไหร่ในหนึ่งเดือน
ปัญหาคือคนขายส่วนใหญ่มองแค่ตัวแรก เพราะมันเป็นตัวเลขที่เห็นทุกครั้งตอนคิดราคา ส่วนตัวที่สองต้องนั่งรวมยอดขายทั้งเดือนถึงจะเห็น เลยมีคนตัดสินใจเลิกขายสินค้าที่จริง ๆ แล้วทำเงินให้ร้านมากที่สุด เพียงเพราะกำไรต่อชิ้นดูน้อยกว่าตัวอื่น
เรื่องนี้ยิ่งชัดตอนร้านขายของหลายแบบพร้อมกัน สินค้าราคาสูงชิ้นเดียวอาจดูน่าภูมิใจตอนปิดการขาย แต่ถ้าขายได้เดือนละไม่กี่ชิ้น มันแบกรายจ่ายประจำของร้านไม่ไหว ในขณะที่สินค้าราคาย่อมเยาที่ขายได้ทุกวัน กลับเป็นตัวที่จ่ายค่าเช่าโกดังหรือค่าเน็ตรายเดือนให้ร้านจริง ๆ
คำนวณกำไรต่อชิ้นให้ครบก่อน อย่านับแค่ราคาลบทุน
ก่อนจะเทียบอะไร ต้องแน่ใจก่อนว่ากำไรต่อชิ้นที่ใช้อยู่นั้นถูกต้อง หลายร้านคำนวณผิดตั้งแต่ขั้นนี้ เพราะนับแค่ราคาขายลบต้นทุนสินค้า
สูตรที่ควรใช้จริงคือ ราคาขาย ลบ ต้นทุนสินค้า ลบ ค่ากล่องและค่าแพ็ก ลบ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ลบ ส่วนค่าส่งที่ร้านออกเอง
ตัวอย่าง เสื้อยืดตัวหนึ่งขาย 250 บาท ต้นทุนผ้าและตัดเย็บ 120 บาท ค่ากล่องกับเทป 8 บาท ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 8% คือ 20 บาท ถ้าร้านออกค่าส่งเองอีก 35 บาท เหลือกำไรจริงแค่ 67 บาท ไม่ใช่ 130 บาทตามที่คิดในหัวตอนแรก
ถ้าเทียบกับกางเกงอีกตัวที่ขาย 350 บาท ต้นทุน 220 บาท ค่ากล่อง 10 บาท ค่าธรรมเนียม 28 บาท ไม่ออกค่าส่งเพราะลูกค้าจ่ายเอง เหลือกำไร 92 บาท ตัวเลขนี้ดูสูงกว่าเสื้อยืดชัดเจน แต่ยังตัดสินใจเลิกขายเสื้อยืดไม่ได้จากตัวเลขนี้ตัวเดียว
อย่าลืมนับต้นทุนแฝงอีกสองอย่างที่มักตกหล่น คือของเสียหรือของตำหนิที่ขายไม่ได้ กับค่าเปลี่ยนคืนสินค้า ถ้าสินค้าตัวไหนมีอัตราคืนหรือของเสียสูงกว่าตัวอื่นชัดเจน ให้หักเฉลี่ยลงไปในต้นทุนต่อชิ้นด้วย เช่น ถ้าคืนสินค้าเฉลี่ย 1 ใน 20 ชิ้น ให้บวกต้นทุนสินค้าเพิ่มอีกประมาณ 5% เข้าไปในการคำนวณ
เอากำไรต่อชิ้นคูณยอดขายจริง ดูภาพรวมทั้งเดือน
ขั้นต่อมาคือเอากำไรต่อชิ้นที่คำนวณถูกแล้ว ไปคูณกับจำนวนที่ขายได้จริงในหนึ่งเดือน ไม่ใช่จำนวนที่คาดหวังไว้
เสื้อยืดกำไรต่อชิ้น 67 บาท ขายได้เดือนละ 180 ตัว รวมกำไรต่อเดือน 12,060 บาท
กางเกงกำไรต่อชิ้น 92 บาท ขายได้เดือนละ 40 ตัว รวมกำไรต่อเดือน 3,680 บาท
ตัวเลขพลิกทันที เสื้อยืดที่กำไรต่อชิ้นน้อยกว่า กลับทำเงินให้ร้านมากกว่ากางเกงเกือบสี่เท่า ถ้าตัดสินใจเลิกขายเสื้อยืดเพราะดูกำไรต่อชิ้นอย่างเดียว ร้านจะเสียรายได้ก้อนใหญ่ที่สุดของเดือนไปทันที
วิธีทำจริงคือเปิดตารางเดียว ใส่สามคอลัมน์ต่อสินค้าหนึ่งแถว คือกำไรต่อชิ้น จำนวนขายเฉลี่ยสามเดือนล่าสุด และกำไรต่อเดือน แล้วเรียงจากมากไปน้อยตามคอลัมน์สุดท้าย สินค้าที่อยู่ท้ายตารางคือตัวที่ควรพิจารณาก่อน ไม่ใช่ตัวที่กำไรต่อชิ้นน้อยที่สุด
จำนวนขายเฉลี่ยสามเดือนหาได้จากหลังบ้านของแพลตฟอร์มที่ขาย ทั้ง Shopee และ TikTok มีหน้ารายงานยอดขายแยกตามสินค้าอยู่แล้ว ถ้าขายผ่าน Facebook หรือ LINE เป็นหลัก ให้เปิดสมุดจดออเดอร์ย้อนหลังแล้วนับทีละสินค้า ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อรอบ แต่ทำให้เห็นภาพที่ตัดสินใจได้จริง
ดูเวลาที่เสียไปต่อชิ้นด้วย ไม่ใช่แค่เงิน
ตัวเลขสองอย่างข้างบนยังไม่ครบ เพราะสินค้าบางตัวกำไรต่อเดือนดูดี แต่กินเวลาทำงานของคุณมากผิดปกติ
ลองคิดเป็นกำไรต่อชั่วโมงแรงงาน เอากำไรต่อเดือนของสินค้านั้น หารด้วยเวลารวมที่ใช้ทั้งเดือน นับตั้งแต่แพ็ก ถ่ายรูป ตอบแชท ไปจนถึงเวลาไปส่งของ
สมมติสินค้า A กำไรต่อเดือน 12,000 บาท แต่ต้องแพ็กแบบพิเศษ ห่อกันกระแทกทีละชิ้น ใช้เวลารวมทั้งเดือน 30 ชั่วโมง เท่ากับกำไรต่อชั่วโมง 400 บาท
สินค้า B กำไรต่อเดือน 9,000 บาท แพ็กง่าย หยิบใส่ถุงเสร็จในสิบวินาที ใช้เวลารวมทั้งเดือนแค่ 8 ชั่วโมง เท่ากับกำไรต่อชั่วโมง 1,125 บาท
ถ้าคุณมีเวลาจำกัดต่อวัน สินค้า B คุ้มกว่าสินค้า A ทั้งที่กำไรต่อเดือนน้อยกว่า เพราะเวลาที่เหลือจากสินค้า B เอาไปทำอย่างอื่นต่อได้อีก ตัวเลขนี้สำคัญมากสำหรับร้านที่ทำคนเดียวหรือมีคนช่วยแค่คนเดียว เพราะเวลาคือของที่จำกัดที่สุด ไม่ใช่เงินทุน
ถ้าไม่เคยจับเวลาจริงมาก่อน ให้ลองทำแค่หนึ่งสัปดาห์ก่อน ตั้งเวลาจับตั้งแต่หยิบสินค้าจนแพ็กเสร็จของแต่ละตัว จดตัวเลขนาทีไว้ในสมุด แล้วคูณด้วยจำนวนออเดอร์เฉลี่ยต่อเดือน จะได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงกว่าการกะเอาเอง
นับต้นทุนที่มองไม่เห็น พื้นที่เก็บของและเงินจม
สินค้าบางตัวไม่ได้กินแค่เวลา แต่กินพื้นที่และเงินสดของร้านไปเงียบ ๆ โดยไม่มีตัวเลขไหนแสดงให้เห็นตรง ๆ
ถ้าสินค้าตัวหนึ่งต้องสต๊อกไว้ล่วงหน้าครั้งละ 50 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 120 บาท เท่ากับมีเงิน 6,000 บาทจมอยู่ในกล่องตลอดเวลา ถ้าขายหมดใน 15 วัน เงินก้อนนี้หมุนได้เดือนละสองรอบ แต่ถ้าขายหมดใน 60 วัน เงินก้อนเดียวกันหมุนได้แค่ครึ่งรอบต่อเดือน
ลองคิดเป็นกำไรต่อการหมุนเงินหนึ่งรอบ เอากำไรต่อชิ้นคูณจำนวนสต๊อกทั้งล็อต แล้วหารด้วยจำนวนวันที่ขายหมด ยิ่งขายหมดเร็ว ยิ่งเอาเงินก้อนเดิมไปหมุนซื้อรอบใหม่ได้เร็ว
สินค้าที่กำไรต่อชิ้นสูงแต่ขายช้ามาก มักเป็นตัวที่ทำให้เงินสดของร้านฝืด เพราะเงินไปนอนอยู่ในกล่องแทนที่จะหมุนกลับมาซื้อของใหม่ ถ้าร้านเริ่มรู้สึกว่าเงินสดตึงทุกเดือน ให้ไล่ดูสต๊อกที่ค้างนานเกิน 45 วันก่อนเป็นอันดับแรก
ร้านที่เก็บของไว้ที่บ้านหรือมุมหนึ่งของคอนโด ยังต้องคิดค่าพื้นที่ที่เสียไปด้วย แม้จะไม่ได้จ่ายค่าเช่าเป็นตัวเงินตรง ๆ ถ้าสินค้าตัวหนึ่งครองพื้นที่เก็บของไปครึ่งห้อง ในขณะที่ทำเงินได้น้อยกว่าสินค้าตัวอื่นที่เก็บในกล่องเล็ก ๆ ให้นับพื้นที่ที่เสียไปเป็นต้นทุนแฝงอีกอย่างที่ต้องเอามาคิดรวมด้วย
ตั้งเกณฑ์ตัดสินใจไว้ล่วงหน้า ก่อนจะโดนอารมณ์พาไป
เมื่อมีตัวเลขครบทั้งสี่ตัวคือกำไรต่อชิ้น กำไรต่อเดือน กำไรต่อชั่วโมง และความเร็วในการหมุนสต๊อก ให้ตั้งเกณฑ์ตัดสินใจไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ตัดสินใจตามอารมณ์ตอนเห็นตัวเลขเดือนใดเดือนหนึ่ง
เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงสำหรับร้านขนาดเล็ก คือดูสามเดือนติดต่อกัน ไม่ใช่เดือนเดียว เพราะยอดขายแต่ละเดือนแกว่งได้เองตามฤดูกาลหรือโปรโมชันคู่แข่ง
- กำไรต่อเดือนอยู่ในกลุ่มต่ำสุดของร้านต่อเนื่องสามเดือน ให้เริ่มพิจารณา
- กำไรต่อชั่วโมงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสินค้าตัวอื่นในร้านเกินครึ่ง ให้เริ่มพิจารณา
- สต๊อกค้างเกิน 45 วันซ้ำมาแล้วสองรอบ ให้เริ่มพิจารณา
- เข้าเงื่อนไขอย่างน้อยสองในสามข้อนี้พร้อมกัน ค่อยตัดสินใจเลิกขายจริง
ถ้าเข้าแค่ข้อเดียว ยังไม่ต้องรีบตัด อาจลองปรับก่อน เช่น ลดจำนวนสต๊อกต่อรอบให้เล็กลง เปลี่ยนวิธีแพ็กให้เร็วขึ้น หรือขยับราคาขึ้นเล็กน้อยแล้วดูว่ายอดขายลดลงมากไหม ก่อนจะตัดสินใจเลิกขายไปเลย
เมื่อตัดสินใจเลิกขายจริง อย่าหยุดสั่งของใหม่แล้วปล่อยสต๊อกเก่าค้างเงียบ ๆ ให้ตั้งแคมเปญเคลียร์สต๊อกสั้น ๆ ประมาณสองสัปดาห์ ลดราคาลงเท่าที่ยังไม่ขาดทุนต้นทุน แล้วประกาศชัดว่าของหมดแล้วไม่สั่งเพิ่ม วิธีนี้ทำให้เงินที่จมอยู่ในสต๊อกกลับมาเป็นเงินสดเร็วขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ค้างต่อไปเรื่อย ๆ
ของจริงจากหน้าร้าน
ตัวอย่างสมมติร้านขายเสื้อผ้าที่มีสินค้าหลักสามตัว ลองเทียบตัวเลขทั้งหมดในตารางเดียว เพื่อดูว่าตัวไหนควรเลิกขายจริง ๆ
| สินค้า | กำไรต่อชิ้น | ยอดขายต่อเดือน | กำไรต่อเดือน | กำไรต่อชั่วโมง | สต๊อกหมดใน |
|---|---|---|---|---|---|
| เสื้อยืด | 67 บาท | 180 ตัว | 12,060 บาท | 402 บาท | 18 วัน |
| กางเกง | 92 บาท | 40 ตัว | 3,680 บาท | 184 บาท | 52 วัน |
| เดรสลายพิมพ์ | 145 บาท | 15 ตัว | 2,175 บาท | 91 บาท | 70 วัน |
ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขจากร้านจริง แต่รูปแบบนี้เจอบ่อยมาก สินค้าที่กำไรต่อชิ้นสูงที่สุดในตาราง กลับเป็นตัวที่ทำเงินให้ร้านน้อยที่สุด และกินเวลากับกินพื้นที่เก็บของมากที่สุดด้วย
ถ้าใช้เกณฑ์สามข้อจากหัวข้อก่อนหน้า เดรสลายพิมพ์เข้าเงื่อนไขครบทั้งสามข้อ กำไรต่อเดือนต่ำสุด กำไรต่อชั่วโมงต่ำสุด และสต๊อกค้างนานที่สุด นี่คือตัวที่ควรพิจารณาเลิกขายก่อน ไม่ใช่กางเกงที่กำไรต่อชิ้นน้อยกว่าเดรสแต่ยังพอทำเงินได้
สังเกตว่าถ้าร้านนี้ตัดสินใจจากกำไรต่อชิ้นอย่างเดียว จะเลือกเลิกขายเสื้อยืดเป็นตัวแรก เพราะกำไรต่อชิ้นน้อยที่สุดในสามตัว ทั้งที่เสื้อยืดเป็นตัวที่ทำเงินให้ร้านมากที่สุด และหมุนสต๊อกเร็วที่สุดด้วย นี่คือความต่างของการตัดสินใจจากตัวเลขตัวเดียวกับการดูภาพรวมทั้งหมด
จุดที่คนพลาดบ่อย
พลาดข้อแรก ตัดสินใจจากเดือนเดียวที่ยอดตก สินค้าบางตัวขายดีเป็นรอบ เช่น ของหน้าฝนหรือของตามเทศกาล ถ้าดูแค่เดือนที่ไม่ใช่ฤดูของมันแล้วรีบตัด อาจเสียสินค้าที่จะกลับมาทำเงินให้ในอีกสองเดือนข้างหน้า ให้ดูย้อนหลังอย่างน้อยสามเดือนก่อนตัดสินใจเสมอ
พลาดข้อที่สอง ลืมนับเวลาที่ใช้ไปกับสินค้าที่ยุ่งยาก สินค้าที่ต้องถ่ายรูปหลายมุม ต้องเช็กไซซ์กับลูกค้าทุกครั้ง หรือต้องแพ็กพิเศษ กินเวลามากกว่าที่รู้สึก ถ้าไม่จับเวลาจริง จะคิดว่าสินค้าตัวนั้นโอเคอยู่ ทั้งที่มันแย่งเวลาจากสินค้าตัวอื่นที่ทำเงินได้มากกว่าไปเงียบ ๆ
พลาดข้อที่สาม เลิกขายทันทีโดยไม่ลองปรับก่อน บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่จำนวนสต๊อกต่อรอบใหญ่เกินไป หรือราคาตั้งไว้ต่ำเกินจนกำไรต่อชิ้นบางลงเรื่อย ๆ ลองปรับจุดเล็ก ๆ ก่อนหนึ่งรอบ แล้วค่อยดูตัวเลขใหม่ ถ้ายังไม่ดีขึ้นค่อยตัดสินใจเลิกขายจริง
สรุปสั้น ๆ
คืนนี้เปิดตารางขายสามเดือนล่าสุด แล้วเลือกสินค้าสามตัวที่ขายอยู่ตอนนี้มาคำนวณให้ครบ กำไรต่อชิ้น กำไรต่อเดือน และเวลาที่ใช้ต่อเดือนโดยประมาณ
เรียงจากกำไรต่อเดือนน้อยที่สุดไปมากที่สุด แล้วดูว่าตัวที่อยู่ล่างสุดตรงกับตัวที่คุณเคยคิดจะเลิกขายหรือไม่
ถ้าตัวเลขไม่ตรงกับความรู้สึกเดิม ให้เชื่อตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึกว่าสินค้าตัวไหนดูกำไรดีกว่าตอนคิดราคา
ทำตารางนี้ไว้ครั้งเดียว แล้วอัปเดตทุกสิ้นเดือน จะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสินค้าตัวไหนควรอยู่ต่อและตัวไหนถึงเวลาปล่อยไป
อ่านต่อ
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 9 นาที
เก็บเงินปลายทางแล้วลูกค้าเบี้ยว บวกต้นทุนเสี่ยงเข้าราคายังไง
คำนวณอัตราเบี้ยวจริงของร้าน แปลงเป็นต้นทุนต่อกล่อง แล้วบวกเข้าราคาขายแบบไม่ให้ลูกค้ารู้สึก พร้อมวิธีคัดกรองออเดอร์ก่อนส่งลดกล่องเสี่ยง
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 9 นาที
คู่แข่งขายถูกกว่าครึ่ง ตั้งราคาสู้ยังไงไม่ให้ร้านเจ๊ง
คู่แข่งขายของจีนถูกกว่าครึ่งไม่ได้แปลว่าต้องลดราคาตาม บทความนี้สอนคำนวณจุดคุ้มทุนจริง หาจุดต่างที่ราคาถูกให้ไม่ได้ และตั้งราคาสู้แบบไม่เจ๊ง
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 9 นาที
ต้นทุนขึ้นแต่ยังไม่อยากขึ้นราคาป้าย ทำอะไรได้บ้าง
วัตถุดิบขึ้นราคาแต่ยังไม่อยากรีบขึ้นป้าย มีทางเลือกอื่นก่อนถึงขั้นนั้น ทั้งลดต้นทุนแฝง ปรับปริมาณ ตัดของแถม และทำโปรฯ ชุด พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงให้ดู