แยกต้นทุนจ่ายครั้งเดียวออกจากต้นทุนต่อชิ้น ตั้งราคาไม่พลาด
ค่าทำแม่พิมพ์ปั๊มโลโก้กล่องจ่ายครั้งเดียว แต่ถ้าคิดผิด หารด้วยลอตแรกแทนอายุใช้งานจริง ราคาที่ตั้งจะเพี้ยนทุกลอต มีสูตรหารที่ถูกต้องพร้อมตัวอย่างคำนวณให้ดู
2026-08-24 · อ่าน 9 นาที
เปิดใบเสร็จร้านทำแม่พิมพ์ปั๊มโลโก้กล่องมาดู จ่ายไปทีเดียว 3,500 บาท ได้แม่พิมพ์เหล็กหนึ่งอัน เอาไปปั๊มโลโก้ร้านลงบนกล่องได้ทุกใบที่สั่งพิมพ์ต่อจากนี้
ลอตแรกสั่งกล่องมา 200 ใบ เอาบิลค่าแม่พิมพ์ทั้งก้อนมาหารด้วย 200 ตกใบละ 17.5 บาท บวกค่ากล่องเปล่าอีกใบละ 8 บาท รวมเป็นต้นทุนกล่องใบละเกือบ 26 บาท ทั้งที่กล่องเปล่าราคาจริงแค่ 8 บาท
ตั้งราคาสินค้าตามต้นทุนนี้ไป ลูกค้าทักมาบ่นว่าแพงกว่าร้านที่ขายของเหมือนกันทุกอย่าง พอลอตสองสั่งกล่องเพิ่มอีก 300 ใบ ไม่ได้จ่ายค่าแม่พิมพ์ซ้ำแล้ว แต่ก็ลืมไปแล้วเหมือนกันว่าต้นทุนกล่องจริง ๆ คือใบละ 8 บาท เผลอตั้งราคาสูงแบบเดิมต่อไปอีกหลายเดือน
ต้นทุนที่จ่ายครั้งเดียวกับต้นทุนที่จ่ายทุกครั้งที่ผลิต ปนกันในหัวได้ง่ายมาก เพราะตอนโอนเงินซื้อกล่องลอตแรก เงินออกจากบัญชีก้อนเดียว ใบเสร็จก็ใบเดียว สมองเลยจำเป็นต้นทุนก้อนเดียวไปด้วย ไม่ได้แยกว่าส่วนไหนจ่ายครั้งเดียวจบ ส่วนไหนต้องจ่ายซ้ำทุกครั้งที่ผลิต
พอไม่แยก ต้นทุนที่ควรกระจายไปหลายพันชิ้นตลอดอายุแม่พิมพ์ กลับไปทับอยู่กับลอตแรกลอตเดียว ราคาขายเลยเพี้ยนตั้งแต่ต้น บางร้านตั้งแพงเกินจนขายไม่ออกในลอตแรก บางร้านกลัวราคาแพงเลยไม่คิดค่าแม่พิมพ์เข้าไปเลยสักบาท พอครบอายุแม่พิมพ์ต้องทำใหม่ถึงจะรู้ตัวว่าไม่มีเงินสำรองไว้เลย
แยกสองกองก่อน อะไรจ่ายครั้งเดียว อะไรจ่ายทุกครั้งที่ผลิต
ก่อนคำนวณอะไรทั้งนั้น ให้เอารายการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสินค้ามากางดู แล้วแบ่งเป็นสองกองให้ชัดก่อน
กองที่หนึ่ง จ่ายครั้งเดียว คือของที่จ่ายเงินก้อนหนึ่งแล้วใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องจ่ายอีกจนกว่าจะพังหรือเปลี่ยนดีไซน์ ตัวอย่างที่แม่ค้าเจอบ่อยคือ ค่าทำแม่พิมพ์ปั๊มโลโก้กล่อง ค่าทำบล็อกสกรีนโลโก้บนถุง ค่าออกแบบโลโก้ร้านครั้งแรก ค่าทำตรายางประทับกล่อง
กองที่สอง จ่ายทุกครั้งที่ผลิต คือของที่ต้องจ่ายซ้ำทุกครั้งที่สั่งของเข้าล็อตใหม่ ไม่ว่าจะสั่งกี่ครั้งก็จ่ายทุกครั้ง เช่น ค่ากล่องเปล่าต่อใบ ค่าหมึกพิมพ์ต่อใบ ค่าเทปกาวต่อชิ้น ค่าถุงซิปต่อใบ
วิธีเช็กง่าย ๆ ว่าอะไรอยู่กองไหน ให้ถามตัวเองว่า "ถ้าสั่งผลิตรอบหน้าอีก 500 ใบ ต้องจ่ายค่านี้ซ้ำอีกไหม" ถ้าคำตอบคือไม่ต้องจ่ายซ้ำ นั่นคือกองจ่ายครั้งเดียว ถ้าคำตอบคือต้องจ่ายซ้ำแน่นอน นั่นคือกองจ่ายทุกครั้ง
ทำรายการนี้ให้เสร็จก่อนไปคำนวณต่อ เพราะถ้าเอาสองกองมาปนกันตั้งแต่ต้น ตัวเลขต้นทุนต่อชิ้นจะเพี้ยนไปตลอดทั้งบทความที่เหลือ
หารค่าที่จ่ายครั้งเดียวด้วยจำนวนที่จะผลิตได้จริงตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่แค่ลอตแรก
จุดที่พลาดกันบ่อยที่สุดคือเอาค่าใช้จ่ายครั้งเดียวไปหารด้วยจำนวนที่สั่งผลิตแค่รอบเดียว ทั้งที่ของชิ้นนั้นใช้งานได้อีกหลายรอบข้างหน้า
สมมติร้านทำแม่พิมพ์ที่คุณใช้อยู่บอกไว้ตรง ๆ ว่าแม่พิมพ์เหล็กที่ทำให้ ใช้ปั๊มได้ประมาณ 3,000 ครั้งก่อนที่ลายจะเริ่มสึกจนเบลอ ตัวเลขนี้ควรถามจากร้านที่คุณใช้บริการโดยตรงทุกครั้ง เพราะวัสดุแม่พิมพ์และวิธีดูแลของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน ไม่มีเลขกลาง ๆ ที่ใช้ได้กับทุกร้าน
เอาตัวเลขนี้มาหารต้นทุนแม่พิมพ์ 3,500 บาท ด้วยจำนวนครั้งที่ใช้ได้จริง 3,000 ครั้ง จะได้ 3,500 ÷ 3,000 เท่ากับ 1.17 บาทต่อกล่องหนึ่งใบ นี่คือต้นทุนแม่พิมพ์ที่แท้จริงต่อชิ้น
เทียบกับวิธีคิดผิดที่หารด้วยลอตแรก 200 ใบ ได้ 17.5 บาทต่อใบ ต่างกันเกือบ 15 เท่า ถ้าตั้งราคาตามตัวเลขที่ผิด ต้นทุนกล่องจะพุ่งจาก 8 บาท ไปเป็นเกือบ 26 บาททั้งที่ไม่จำเป็น ลูกค้าเจอราคาที่แพงเกินจริงตั้งแต่ลอตแรก โดยที่ร้านเองก็ไม่ได้กำไรเพิ่มขึ้นจริงจากตัวเลขนั้นเลย
กฎง่าย ๆ คือ ต้นทุนจ่ายครั้งเดียว ให้หารด้วยจำนวนที่ของชิ้นนั้นใช้งานได้จริงตลอดอายุ ไม่ใช่หารด้วยจำนวนที่สั่งผลิตในรอบเดียว ใช้กฎนี้กับทุกอย่างในกองจ่ายครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นแม่พิมพ์ บล็อกสกรีน หรือค่าออกแบบโลโก้
ตั้งจำนวนขั้นต่ำต่อรอบผลิต ให้ต้นทุนคงที่ต่อชิ้นไม่บาน
ปัญหาต่อมาคือแม้จะรู้สูตรหารด้วยอายุการใช้งานแล้ว หลายร้านยังสั่งผลิตทีละน้อย ๆ บ่อย ๆ แล้วไม่ได้ติดตามว่าสะสมใช้แม่พิมพ์ไปกี่ครั้งแล้ว ทำให้หลงลืมและกลับไปคิดต้นทุนผิดซ้ำอีก
วิธีที่ทำได้จริงสำหรับร้านคนเดียวคือ ตั้งเป้าว่าอยากให้ต้นทุนแม่พิมพ์กระจายต่อชิ้นไม่เกินเท่าไหร่ แล้วคำนวณย้อนกลับว่าต้องผลิตรวมกันกี่ใบถึงจะถึงจุดนั้น
ถ้าอยากให้ต้นทุนแม่พิมพ์ต่อกล่องไม่เกิน 3 บาท คำนวณจาก 3,500 ÷ 3 เท่ากับต้องผลิตรวมอย่างน้อย 1,167 ใบ ตลอดอายุแม่พิมพ์ ถ้าสั่งผลิตรอบละ 200-300 ใบ ก็แปลว่าภายในสี่ถึงห้ารอบสั่งผลิต ต้นทุนแม่พิมพ์ต่อชิ้นจะลงมาอยู่ในระดับที่ตั้งใจไว้
จุดสำคัญคือต้องนับสะสมข้ามรอบ ไม่ใช่นับใหม่ทุกครั้งที่สั่งผลิต ให้จดไว้ว่าตอนนี้ใช้แม่พิมพ์ไปแล้วกี่ใบสะสม เหลืออีกกี่ใบก่อนครบอายุ 3,000 ครั้ง วิธีนี้ทำให้มองเห็นภาพรวมทั้งปี แทนที่จะเห็นแค่รอบต่อรอบ
จดสองคอลัมน์ในสมุดต้นทุน แยกจ่ายครั้งเดียวกับจ่ายต่อชิ้นให้ชัด
ไม่ต้องใช้โปรแกรมบัญชีอะไรซับซ้อน สมุดเล่มเดียวก็พอ แค่ตีตารางสองคอลัมน์ให้ชัดตั้งแต่หน้าแรก
คอลัมน์ซ้าย เขียนหัวว่า "จ่ายครั้งเดียว" ใส่รายการ วันที่จ่าย จำนวนเงิน และจำนวนครั้งที่ใช้งานได้ตามที่ร้านบอก เช่น แม่พิมพ์โลโก้กล่อง 3,500 บาท ใช้ได้ 3,000 ครั้ง
คอลัมน์ขวา เขียนหัวว่า "จ่ายต่อชิ้น" ใส่รายการที่ต้องจ่ายซ้ำทุกครั้งที่ผลิต พร้อมราคาต่อหน่วยล่าสุด เช่น กล่องเปล่า 8 บาทต่อใบ เทปกาว 0.5 บาทต่อใบ
ทุกครั้งที่สั่งผลิตล็อตใหม่ ให้กลับมาเปิดสมุดเล่มนี้ก่อนตั้งราคา เอาต้นทุนจากคอลัมน์ขวาบวกกับต้นทุนคงที่ต่อชิ้นที่คำนวณไว้จากคอลัมน์ซ้าย จะได้ต้นทุนกล่องต่อใบที่ถูกต้องทุกครั้ง ไม่ต้องมานั่งคิดใหม่จากศูนย์ทุกรอบ และไม่มีทางลืมว่าเคยจ่ายค่าแม่พิมพ์ไปแล้ว
ของที่จ่ายครั้งเดียวแต่มีวันหมดอายุการใช้งาน ต้องกันเงินไว้ล่วงหน้า
แม่พิมพ์ปั๊มโลโก้ไม่ได้ใช้ได้ตลอดไป ต่อให้ร้านบอกว่าใช้ได้ 3,000 ครั้ง แต่ถ้าเก็บไม่ดีหรือใช้งานหนักกว่าปกติ อาจสึกก่อนถึงจำนวนนั้นก็ได้ วันที่มันสึกจนปั๊มลายไม่ชัด คือวันที่ต้องจ่ายค่าทำแม่พิมพ์ใหม่อีกก้อนหนึ่งทันที
ร้านที่ไม่เตรียมเงินไว้ล่วงหน้า พอถึงวันนั้นจะเจอปัญหาเงินสดขาดมือกะทันหัน เพราะคิดว่าค่าแม่พิมพ์จ่ายไปครั้งเดียวจบแล้วตั้งแต่ต้นปี ไม่ได้กันเงินไว้รอวันที่ต้องทำใหม่
วิธีที่ป้องกันเรื่องนี้ได้คือ ทุกครั้งที่ขายสินค้าที่ใช้กล่องปั๊มโลโก้ ให้กันเงิน 1.17 บาทต่อใบ ที่คำนวณไว้จากต้นทุนแม่พิมพ์ แยกไปเก็บไว้ในบัญชีหรือซองเงินสดต่างหาก ไม่ปนกับรายได้ที่ใช้หมุนร้าน
พอขายครบ 3,000 ใบ ซึ่งพอดีกับอายุแม่พิมพ์ที่ร้านบอกไว้ เงินที่กันไว้จะรวมเป็น 1.17 คูณ 3,000 เท่ากับ 3,510 บาท ซึ่งพอดีกับค่าทำแม่พิมพ์ก้อนใหม่ 3,500 บาทที่ต้องจ่าย โดยไม่ต้องควักเงินหมุนของร้านออกมาเพิ่มเลยสักบาท
ของจริงจากหน้าร้าน
ลองดูตัวอย่างสมมติร้านขายเสื้อผ้าที่ใช้กล่องปั๊มโลโก้ สั่งผลิตกล่องสามรอบในปีแรก รอบละ 200, 300 และ 500 ใบ รวม 1,000 ใบ ยังไม่ครบอายุแม่พิมพ์ 3,000 ครั้ง
| รอบสั่งผลิต | จำนวนกล่อง | คิดแบบผิด หารด้วยลอตนั้น | คิดแบบถูก หารด้วยอายุ 3,000 ครั้ง |
|---|---|---|---|
| รอบที่ 1 | 200 ใบ | 17.50 บาทต่อใบ | 1.17 บาทต่อใบ |
| รอบที่ 2 | 300 ใบ | 0 บาทต่อใบ (ลืมคิด) | 1.17 บาทต่อใบ |
| รอบที่ 3 | 500 ใบ | 0 บาทต่อใบ (ลืมคิด) | 1.17 บาทต่อใบ |
รอบที่ 1 ถ้าคิดแบบผิด ราคากล่องต่อใบสูงเกินจริงไป 17.50 ลบ 1.17 เท่ากับ 16.33 บาท คูณ 200 ใบ เท่ากับตั้งราคาสินค้าแพงเกินจำเป็นไปรวม 3,266 บาทในลอตเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลตรง ๆ ที่ลูกค้าเทียบราคากับร้านอื่นแล้วเลือกร้านอื่น
รอบที่ 2 และ 3 ถ้าลืมคิดค่าแม่พิมพ์ไปเลยเพราะจำว่าจ่ายไปแล้วครั้งเดียวจบ ร้านจะขาดทุนสะสมแบบมองไม่เห็น 1.17 คูณ 800 ใบ เท่ากับ 936 บาท ที่หายไปจากกำไรโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีใครไปหักออกจากราคาขายให้
ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ได้กับทุกร้าน แต่ประเด็นที่อยากให้เห็นคือ การไม่แยกต้นทุนสองกองนี้ ทำให้ร้านเสียเปรียบทั้งสองทาง ตั้งแพงเกินไปตอนแรก แล้วขาดทุนแบบไม่รู้ตัวในรอบหลัง
จุดที่คนพลาดบ่อย
พลาดข้อแรก คิดต้นทุนแค่ตอนลอตแรกแล้วลืมของลอตต่อไป พอผ่านไปสองสามเดือนจำไม่ได้แล้วว่าเคยจ่ายค่าแม่พิมพ์เท่าไหร่ ต้นทุนที่ควรกระจายอยู่ในราคาขายทุกใบ หายไปเงียบ ๆ กลายเป็นกำไรที่รั่วออกจากร้านโดยไม่มีใครสังเกต ทางแก้คือใช้สมุดสองคอลัมน์ตามที่เขียนไว้ข้างบน แล้วเปิดดูก่อนตั้งราคาทุกครั้ง
พลาดข้อที่สอง เชื่อจำนวนครั้งใช้งานที่ร้านบอกแบบไม่หักส่วนที่ใช้ไม่ได้จริง เช่น ร้านบอกว่าใช้ได้ 3,000 ครั้ง แต่ในความเป็นจริงมีบางครั้งที่ปั๊มพลาด ลายเบี้ยว ต้องทิ้งกล่องไปฟรี ๆ ให้หักจำนวนกล่องที่พลาดออกจากจำนวนที่ใช้คำนวณต้นทุนต่อชิ้นด้วย ไม่งั้นต้นทุนต่อชิ้นจะต่ำกว่าความเป็นจริง
พลาดข้อที่สาม กันเงินไว้ในหัวแต่ไม่ได้แยกบัญชีจริง คิดว่าเก็บเงินไว้ 1.17 บาทต่อใบแล้ว แต่เงินก้อนนั้นปนอยู่ในบัญชีเดียวกับเงินหมุนร้าน พอถึงเดือนที่ต้องจ่ายค่าอื่นกะทันหัน เผลอหยิบเงินก้อนนั้นไปใช้ก่อน พอถึงวันที่แม่พิมพ์สึกจริง ๆ เงินสำรองที่ควรมีก็ไม่เหลือ ให้แยกใส่ซองเงินสดหรือเปิดบัญชีย่อยต่างหากไปเลย
สรุปสั้น ๆ
คืนนี้เปิดใบเสร็จทุกใบที่เกี่ยวกับร้านย้อนหลังหนึ่งปี แยกออกมาเป็นสองกอง จ่ายครั้งเดียว กับจ่ายทุกครั้งที่ผลิต
เลือกรายการจ่ายครั้งเดียวที่แพงที่สุดก่อน เช่น ค่าแม่พิมพ์หรือค่าบล็อกสกรีน แล้วถามร้านที่ทำให้ตรง ๆ ว่าใช้งานได้กี่ครั้ง เอาราคามาหารด้วยจำนวนครั้งนั้น จะได้ต้นทุนต่อชิ้นที่แท้จริง
เปิดสมุดสองคอลัมน์ จดตัวเลขนี้ไว้ แล้วเริ่มกันเงินต่อชิ้นแยกซองตั้งแต่ออเดอร์พรุ่งนี้เป็นต้นไป
ทำแค่นี้ ราคาที่ตั้งจะนิ่งขึ้น ไม่ต้องเดาว่าลอตหน้าควรตั้งเท่าไหร่ และไม่มีวันที่ต้องเจอค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่แบบไม่ทันตั้งตัวอีก
อ่านต่อ
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 9 นาที
เก็บเงินปลายทางแล้วลูกค้าเบี้ยว บวกต้นทุนเสี่ยงเข้าราคายังไง
คำนวณอัตราเบี้ยวจริงของร้าน แปลงเป็นต้นทุนต่อกล่อง แล้วบวกเข้าราคาขายแบบไม่ให้ลูกค้ารู้สึก พร้อมวิธีคัดกรองออเดอร์ก่อนส่งลดกล่องเสี่ยง
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 9 นาที
คู่แข่งขายถูกกว่าครึ่ง ตั้งราคาสู้ยังไงไม่ให้ร้านเจ๊ง
คู่แข่งขายของจีนถูกกว่าครึ่งไม่ได้แปลว่าต้องลดราคาตาม บทความนี้สอนคำนวณจุดคุ้มทุนจริง หาจุดต่างที่ราคาถูกให้ไม่ได้ และตั้งราคาสู้แบบไม่เจ๊ง
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 9 นาที
ต้นทุนขึ้นแต่ยังไม่อยากขึ้นราคาป้าย ทำอะไรได้บ้าง
วัตถุดิบขึ้นราคาแต่ยังไม่อยากรีบขึ้นป้าย มีทางเลือกอื่นก่อนถึงขั้นนั้น ทั้งลดต้นทุนแฝง ปรับปริมาณ ตัดของแถม และทำโปรฯ ชุด พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงให้ดู