สูตรตั้งราคาที่ใช้ได้กับร้านเล็ก ไม่ต้องเรียนบัญชี
สูตรคำนวณราคาขายแบบง่ายๆ ที่รวมครบทั้งค่าของ ค่ากล่อง และค่าธรรมเนียมแอป ให้คุณมีกำไรเหลือใช้จริงโดยไม่ต้องนั่งเดา
2026-06-01 · อ่าน 8 นาที
หลายคนเจอปัญหาตั้งราคาแพงไปลูกค้าก็หาย พอตั้งถูกลงมาหน่อยก็ขายดีจนแพ็กของไม่ทัน แต่พอสิ้นเดือนมานั่งนับเงินกลับพบว่ากำไรหายไปไหนหมด หรือบางทีหักลบกลบหนี้แล้วเหลือเงินแค่ไม่กี่บาท ไม่คุ้มค่าเหนื่อยที่อดหลับอดนอนแพ็กของเลยสักนิด ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากคุณขายไม่เก่ง แต่เกิดจากการที่คุณยังไม่มีสูตรตั้งราคาที่แม่นยำและครอบคลุมต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น
การตั้งราคาไม่ใช่แค่การเอาต้นทุนมาบวกเพิ่มไปดื้อๆ 20 หรือ 30 บาทแล้วจบไป แต่มันคือการคำนวณให้ครอบคลุมทุกฝีก้าวตั้งแต่ของอยู่ที่โรงงานจนไปถึงมือลูกค้า โดยที่คุณยังมีเงินเหลือไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และเป็นเงินเก็บให้ตัวเองได้จริงๆ วันนี้เราจะมาดู 3 สูตรตั้งราคาที่ร้านเล็กทำตามได้ทันทีเย็นนี้
1. สูตรตั้งราคาจากต้นทุน (บวกทุกอย่างให้ครบก่อนบวกกำไร)
นี่คือสูตรพื้นฐานที่สุดที่คนขายของต้องรู้ เพราะถ้าคุณพลาดข้อนี้ ต่อให้ขายดีแค่ไหนคุณก็มีสิทธิ์ขาดทุนสะสมได้ ต้นทุนที่คุณต้องเอามาคิด ไม่ใช่แค่ราคาค่าของที่คุณไปรับมา แต่ต้องรวม "ต้นทุนแฝง" ทุกอย่างเข้าไปด้วย
สมมติคุณขายน้ำพริกกากหมู รับมาในราคากระปุกละ 45 บาท หลายคนอาจจะตั้งขาย 60 บาทเพราะคิดว่ากำไร 15 บาทก็เยอะแล้ว แต่ลองดูตารางนี้ว่าจริงๆ แล้วคุณเหลือเท่าไหร่
| รายการต้นทุน | ราคา (บาท) |
|---|---|
| ค่าน้ำพริก (รับมา) | 45.00 |
| ค่ากระปุก/สติกเกอร์ (ถ้าทำเอง) | 3.00 |
| ค่ากล่องพัสดุ + เทปกาว + กันกระแทก | 5.00 |
| ค่าธรรมเนียมแอป (ประมาณ 7-10%) | 4.20 |
| ค่าโฆษณาต่อชิ้น (ยิงแอด) | 5.00 |
| รวมต้นทุนจริง | 62.20 |
เห็นไหมว่าถ้าคุณตั้งราคา 60 บาท คุณจะขาดทุนทันที 2.20 บาทต่อกระปุก ยิ่งขายดีคุณยิ่งจนลง ดังนั้นสูตรที่ถูกต้องคือ:
(ต้นทุนของ + ต้นทุนแพ็กเกจ + ค่าธรรมเนียมแอป + ค่าการตลาด) + กำไรที่อยากได้ = ราคาขาย
ถ้าคุณต้องการกำไรเน้นๆ เข้ากระเป๋าชิ้นละ 30 บาท จากตัวอย่างน้ำพริกข้างบน คุณต้องตั้งราคาขายที่ 62.20 + 30 = 92.20 บาท หรือปัดเป็น 95-99 บาทถึงจะอยู่รอด
2. สูตรตั้งราคาตามคู่แข่ง (ดูเขาแล้วย้อนดูเรา)
ในโลกออนไลน์ ลูกค้าใช้นิ้วเลื่อนเปรียบเทียบราคาได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที ถ้าคุณขายของที่เหมือนกับคนอื่นเป๊ะๆ เช่น เคสโทรศัพท์รุ่นยอดนิยม หรือกระดาษทิชชู่ยกลัง คุณไม่สามารถตั้งราคาโดดจากคนอื่นได้มากนัก
วิธีทำคือให้คุณลองเข้าไปในแอปที่คุณขาย แล้วค้นหาสินค้าตัวเดียวกับที่คุณมี ดูร้านที่ขายดีๆ 5-10 ร้านแรกว่าเขาขายกันกี่บาท
- ถ้าคุณตั้งถูกกว่าคู่แข่ง: คุณจะขายออกง่ายมาก แต่ต้องเช็กให้ชัวร์ว่าต้นทุนคุณต่ำพอที่จะมีกำไรเหลือ อย่าตัดราคาจนตัวเองตาย
- ถ้าคุณตั้งเท่ากับคู่แข่ง: คุณต้องสู้ด้วยบริการ เช่น ส่งไวมาก มีของแถมเล็กๆ น้อยๆ หรือตอบแชทดีกว่า
- ถ้าคุณตั้งแพงกว่าคู่แข่ง: คุณต้องมีเหตุผลให้ลูกค้ายอมจ่าย เช่น มีประกันสินค้า มีรีวิวแน่นกว่า หรือแพ็กของสวยกว่าจนลูกค้าอยากถ่ายรูปอวด
ข้อควรระวังคือ อย่าพยายามเป็นร้านที่ "ถูกที่สุด" ในตลาดเสมอไป เพราะจะมีคนมาตัดราคาคุณให้ถูกลงไปอีกเรื่อยๆ จนสุดท้ายไม่มีใครเหลือกำไรเลย ให้เลือกราคาที่อยู่ตรงกลางแต่เน้นการบริการที่คนอื่นให้ไม่ได้แทน
3. สูตรตั้งราคาจากคุณค่า (ขายความรู้สึก ไม่ได้ขายแค่ของ)
สูตรนี้เหมาะมากสำหรับคนทำของแฮนด์เมด ของกินสูตรคุณยาย หรือสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ ราคาขายจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า "ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มไหม"
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขาย "สายคล้องแมสก์ถักมือ" ต้นทุนไหมพรมอาจจะแค่ 10 บาท แต่คุณใช้เวลาถัก 2 ชั่วโมง และแบบที่ถักก็ไม่มีใครเหมือน คุณไม่ควรตั้งราคา 39 บาทตามท้องตลาด แต่คุณสามารถตั้งราคา 159 หรือ 199 บาทได้
วิธีเช็กว่าของที่คุณขายใช้สูตรนี้ได้ไหม ให้ลองถามตัวเองดูว่า:
- ของชิ้นนี้ช่วยแก้ปัญหาลำบากๆ ให้ลูกค้าได้ไหม (เช่น ครีมแก้ขาลายที่เห็นผลจริง)
- ของชิ้นนี้หาซื้อที่ห้างแถวบ้านได้ไหม (ถ้าหาไม่ได้ คุณเรียกราคาได้สูงขึ้น)
- ของชิ้นนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษหรือดูดีขึ้นไหม (เช่น เสื้อผ้าไซส์ใหญ่ที่ตัดเย็บเนี๊ยบๆ)
การขายของคุณค่าคือการทำให้ลูกค้าลืมเรื่องราคาไปเลย แล้วไปโฟกัสที่ "ความอยากได้" แทน ยิ่งคุณเล่าเรื่องเก่ง เช่น บอกว่าถักจากไหมพรมกันไรฝุ่น หรือน้ำพริกนี้ใช้พริกที่คั่วเองใหม่ๆ ทุกเช้า ลูกค้าจะยินดีจ่ายเงินแพงกว่าปกติโดยไม่ลังเล
เทคนิคจิตวิทยาตัวเลขที่เอาไปใช้ได้เย็นนี้
นอกจากสูตรคำนวณแล้ว วิธีการนำเสนอตัวเลขก็สำคัญมาก เพราะคนเราตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ลองเอา 3 เทคนิคนี้ไปปรับใช้กับราคาที่คำนวณได้ดู
1. เลข 9 มนต์ขลังตลอดกาล
แทนที่จะตั้งราคา 200 บาท ให้ลองตั้ง 199 บาท แม้จะต่างกันแค่ 1 บาท แต่ความรู้สึกของลูกค้าคือ "หลักร้อยต้นๆ" ไม่ใช่ "สองร้อย" มันช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจกดลงตะกร้าได้ง่ายขึ้นอย่างประหลาด
2. การจัดเซ็ตเพื่อเพิ่มยอดขาย
ถ้าคุณขายน้ำพริกกระปุกละ 99 บาท ลูกค้าอาจจะซื้อแค่ 1 กระปุก ลองจัดโปรโมชั่น "3 กระปุก 285 บาท" (ตกกระปุกละ 95 บาท) แม้คุณจะได้กำไรต่อชิ้นน้อยลงนิดหน่อย แต่คุณจะขายได้ปริมาณมากขึ้น และประหยัดค่ากล่องพัสดุเพราะส่งไปในกล่องเดียว
3. แยกค่าส่งหรือรวมค่าส่ง?
คนไทยชอบคำว่า "ส่งฟรี" มากที่สุด ถ้าคุณคำนวณแล้วว่าค่าส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาท แทนที่จะตั้งราคาของ 150 + ค่าส่ง 40 ให้ลองตั้งราคา 190 บาทแล้วบอกว่าส่งฟรี วิธีนี้มักจะปิดการขายได้ดีกว่า เพราะลูกค้าไม่ชอบความรู้สึกที่เห็นราคาเพิ่มขึ้นตอนกำลังจะจ่ายเงิน
สรุปสั้น ๆ
หยิบเครื่องคิดเลขมาบวกต้นทุนจริงรวมค่ากล่องและค่าธรรมเนียมแอปให้ครบ จากนั้นดูราคาตลาดว่าเขาขายกันเท่าไหร่ ถ้าของของคุณมีดีกว่าคนอื่นก็ให้ตั้งราคาตามคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ แล้วปิดท้ายด้วยการใช้เลข 9 หรือจัดเซ็ตส่งฟรีเพื่อจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อทันที
อ่านต่อ
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 10 นาที
เดือนนี้ต้องขายกี่ชิ้นถึงจะไม่ขาดทุน
วิธีกดเครื่องคิดเลขหาจำนวนของที่ต้องขายให้ได้ในแต่ละเดือนเพื่อไม่ให้เข้าเนื้อ พร้อมสูตรคำนวณง่ายๆ ที่คุณทำตามได้ทันทีเพื่อให้ร้านอยู่รอดและมีเงินเหลือ
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 8 นาที
ลดราคาแบบที่ไม่ทำให้ลูกค้ารอโปรตลอดไป
วิธีตั้งเงื่อนไขลดราคาแบบที่ร้านยังได้กำไรและลูกค้าไม่เสพติดของถูกจนไม่ยอมควักเงินจ่ายราคาเต็ม
ตั้งราคา ต้นทุน กำไร · อ่าน 8 นาที
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกินไปเท่าไหร่จริง ๆ
เช็กให้ชัดว่าขายของในแอปโดนหักกี่บาทกันแน่ พร้อมวิธีคำนวณกำไรที่แท้จริงและตารางเปรียบเทียบช่องทางขายที่คุ้มที่สุดสำหรับแม่ค้ามือโปร