ตั้งราคา ต้นทุน กำไร

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกินไปเท่าไหร่ คำนวณให้ดูทีละบาท

เปิดใบแจ้งยอดแล้วงงว่าเงินหายไปไหน บทความนี้สอนสูตรคำนวณค่าธรรมเนียมจริงต่อออเดอร์ และวิธีตั้งราคาให้ครอบคลุมโดยไม่ต้องดันราคาแพงขึ้น

2026-06-07 · อ่าน 9 นาที

เดือนนี้ยอดขายเข้าบัญชีรวม 42,000 บาท คุณกดเครื่องคิดเลขทวนดูสามรอบ เพราะยอดที่โอนเข้าจริงเหลือแค่ 37,600 บาท

ไม่มีใครมาขโมยเงินคุณไป ไม่มีลูกค้าคนไหนขอคืนเงินเพิ่ม แต่ตัวเลขที่หายไปเกือบ 4,400 บาท ถูกหักไปทีละนิดในทุกออเดอร์ โดยที่คุณไม่เคยเห็นมันเป็นก้อนเดียว เห็นแค่ยอดโอนเข้าที่น้อยกว่าที่คิดทุกเดือน จนเริ่มสงสัยว่าตัวเองตั้งราคาผิดหรือเปล่า

คุณลองเปิดใบสรุปค่าธรรมเนียมในแอปดูอีกที ตัวเลขเต็มไปด้วยคำย่อที่อ่านไม่ค่อยเข้าใจ ค่าธุรกรรม ค่าบริการ ค่าคอมมิชชัน แต่ละบรรทัดหักไปไม่กี่บาทถึงหลักสิบ แต่พอรวมทั้งเดือนกลับกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่หายไปแบบไม่รู้ตัว

ทำไมค่าธรรมเนียมถึงกินเงินไปเยอะกว่าที่คิด

แพลตฟอร์มไม่ได้หักค่าธรรมเนียมเป็นก้อนเดียวตอนสิ้นเดือน แต่แยกหักเป็นหลายรายการในทุกออเดอร์ เช่น ค่าธุรกรรมตอนลูกค้าจ่ายเงิน ค่าบริการแพลตฟอร์ม ค่าคอมมิชชันหมวดสินค้า พอแต่ละรายการเป็นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ สมองคนเราจะรู้สึกว่าไม่เยอะ ทั้งที่พอบวกกันจริงอาจสูงถึง 10-15% ของยอดขาย

อีกเหตุผลคืออัตราค่าธรรมเนียมไม่เท่ากันทุกออเดอร์ ขึ้นกับหมวดสินค้า โปรโมชันที่ร้านเข้าร่วม และช่องทางจ่ายเงินของลูกค้า ร้านที่เข้าโปรลดค่าส่งหรือโปรกดใช้โค้ดส่วนลด มักโดนหักเพิ่มอีกชั้นโดยไม่รู้ตัว เพราะระบบไม่ได้แจ้งเป็นตัวเลขกลม ๆ ให้เห็นชัดเหมือนใบเสร็จทั่วไป

เช็กให้ครบว่าค่าธรรมเนียมที่หักจริงมีกี่ตัว

ก่อนคำนวณอะไรทั้งนั้น ต้องรู้ก่อนว่าแพลตฟอร์มที่คุณขายอยู่หักอะไรบ้าง ส่วนใหญ่แบ่งเป็นสี่กลุ่มนี้

  • ค่าธุรกรรม (payment fee) หักตอนลูกค้าจ่ายเงินผ่านบัตรหรือวอลเล็ต ปกติอยู่ที่ 2-3% ของยอดคำสั่งซื้อ
  • ค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม หักตามหมวดสินค้า เสื้อผ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าอัตราไม่เท่ากัน บางหมวดสูงถึง 5-8%
  • ค่าบริการเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียมโปรแกรมส่งฟรี ค่าธรรมเนียมโค้ดส่วนลดที่ร้านออกเอง ค่าธรรมเนียมยิงแอดในแพลตฟอร์ม
  • ค่าถอนเงิน บางเจ้าคิดค่าธรรมเนียมตอนโอนเงินออกจากกระเป๋าแพลตฟอร์มเข้าบัญชีธนาคาร แม้จะไม่มากแต่ถอนบ่อยก็สะสม

เขียนตัวเลขที่เจอลงสมุดหรือโน้ตมือถือไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ต่อรายการ เช่น "ค่าธุรกรรม 2.5% ค่าคอมมิชชัน 5% ค่าโปรส่งฟรี 1%" เก็บไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงของร้านตัวเอง จะได้ไม่ต้องไล่เปิดดูใหม่ทุกครั้งที่จะตั้งราคาสินค้าตัวใหม่

วิธีเช็กที่ทำได้จริงคือเปิดหน้า "รายรับ" หรือ "ใบแจ้งยอด" ของแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่ แล้วสุ่มดูออเดอร์ห้ารายการล่าสุด ไล่ดูทีละบรรทัดว่ามีการหักกี่รายการ แค่ห้าออเดอร์ก็เห็นภาพรวมได้แล้วว่าร้านคุณโดนหักหนักตรงไหนที่สุด

สูตรคำนวณค่าธรรมเนียมจริงต่อชิ้น

สูตรที่ใช้ได้กับเกือบทุกแพลตฟอร์มคือ ราคาขาย คูณ อัตราค่าธุรกรรม บวก ราคาขาย คูณ อัตราค่าคอมมิชชัน บวก ค่าบริการเพิ่มเติมถ้ามี ผลลัพธ์ที่ได้คือเงินที่หายไปก่อนถึงมือคุณ

ลองคิดจากสินค้าจริง ขายเสื้อตัวละ 350 บาท อัตราค่าธุรกรรม 2.5% อัตราค่าคอมมิชชันหมวดเสื้อผ้า 5% และเข้าร่วมโปรส่งฟรีที่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 1%

ค่าธุรกรรม 350 คูณ 2.5% เท่ากับ 8.75 บาท ค่าคอมมิชชัน 350 คูณ 5% เท่ากับ 17.5 บาท ค่าโปรส่งฟรี 350 คูณ 1% เท่ากับ 3.5 บาท รวมค่าธรรมเนียมทั้งหมด 29.75 บาท ต่อออเดอร์เดียว

เท่ากับว่าจากราคาขาย 350 บาท เงินที่โอนเข้าบัญชีจริงเหลือ 320.25 บาท ก่อนหักต้นทุนสินค้า ค่ากล่อง ค่าส่งที่ร้านออกเองด้วยซ้ำ ถ้าไม่เคยคำนวณตัวเลขนี้ไว้ล่วงหน้า จะรู้สึกว่าขายดีแต่เงินไม่เหลือ

ตัวเลขนี้เปลี่ยนไปตามหมวดสินค้าด้วย ถ้าขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อัตราค่าคอมมิชชันอาจต่ำกว่าเสื้อผ้า หรือขายสินค้าหมวดความงามที่บางแพลตฟอร์มคิดอัตราสูงกว่าปกติ ให้คำนวณแยกเป็นรายหมวด อย่าใช้ตัวเลขเดียวเหมารวมสินค้าทั้งร้าน เพราะจะทำให้บางตัวตั้งราคาต่ำเกินจนขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

เทียบค่าธรรมเนียมแต่ละช่องทางที่แม่ค้าใช้จริง

แต่ละแพลตฟอร์มมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมไม่เหมือนกัน ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างช่วงอัตราที่พบบ่อย ให้ใช้เป็นแนวทางแล้วเช็กอัตราจริงของร้านตัวเองอีกที เพราะอัตราเปลี่ยนได้ตามโปรโมชันและระดับร้าน

ช่องทางขายค่าธุรกรรมค่าคอมมิชชันค่าธรรมเนียมเสริม
มาร์เก็ตเพลส (Shopee, Lazada)2-3%3-8% ตามหมวดค่าโปรส่งฟรี ค่าโค้ดส่วนลด
ไลฟ์/วิดีโอขายของ (TikTok Shop)2-3%2-5% ตามหมวดค่าธรรมเนียมโปรโมทวิดีโอ
เพจ Facebook ผ่านระบบจ่ายในแชท2-3%ไม่มีค่าธรรมเนียมยิงแอดถ้าใช้
LINE OA พร้อมระบบชำระเงิน1.5-3%ไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือนของแพ็กเกจ

สังเกตว่าช่องทางที่ไม่มีค่าคอมมิชชันอย่างเพจหรือ LINE OA มักไม่ใช่ทางเลือกฟรี เพราะต้องแลกกับเวลาที่คุณต้องตอบแชทเองทั้งหมด ไม่มีระบบช่วยจับคู่ลูกค้าใหม่ให้เหมือนมาร์เก็ตเพลส การเลือกช่องทางจึงควรดูทั้งค่าธรรมเนียมและเวลาที่ต้องลงแรงไปพร้อมกัน

ร้านที่ขายได้เยอะต่อเนื่องหลายเดือน บางแพลตฟอร์มมีโปรแกรมร้านค้าระดับสูงที่ลดอัตราค่าคอมมิชชันลงเล็กน้อย หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมบางรายการชั่วคราว ให้เข้าไปเช็กเงื่อนไขร้านค้าระดับสูงในแอปเป็นระยะ เผื่อร้านคุณเข้าเกณฑ์แล้วโดยไม่รู้ตัว

ตั้งราคาให้กันค่าธรรมเนียมไว้ล่วงหน้า โดยไม่ดันราคาจนขายไม่ออก

วิธีที่ผิดที่สุดคือตั้งราคาจากต้นทุนสินค้าอย่างเดียว แล้วค่อยมาตกใจตอนเห็นยอดโอนจริง สิ่งที่ต้องทำคือใส่ค่าธรรมเนียมเข้าไปในสูตรราคาตั้งแต่แรก

สูตรที่ใช้ได้จริงคือ ราคาขาย เท่ากับ (ต้นทุนสินค้า บวก ค่าแพ็ก บวก กำไรที่ต้องการ) หารด้วย (1 ลบ อัตราค่าธรรมเนียมรวม) การหารแบบนี้ทำให้ราคาที่ตั้งครอบคลุมค่าธรรมเนียมพอดี ไม่ใช่แค่บวกเพิ่มแบบเดา

ตัวอย่าง ต้นทุนสินค้า 120 บาท ค่ากล่องค่าเทป 8 บาท ต้องการกำไร 100 บาท รวมเป็น 228 บาท อัตราค่าธรรมเนียมรวมของแพลตฟอร์มอยู่ที่ 9% เอา 228 หารด้วย 0.91 ได้ราคาขายประมาณ 250 บาท ตัวเลขนี้การันตีว่าหลังหักค่าธรรมเนียมแล้วยังได้กำไร 100 บาทตามที่ตั้งใจ

ถ้ากลัวว่าตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งแล้วขายไม่ออก ให้ลองลดกำไรที่ต้องการลงก่อน ไม่ใช่ลดราคาแล้วปล่อยให้ค่าธรรมเนียมกินกำไรจนเหลือติดลบ เพราะขายเยอะแต่กำไรติดลบ ยิ่งขายยิ่งเหนื่อยเปล่า

ทำสูตรนี้ไว้เป็นตารางในโน้ตมือถือ ใส่ต้นทุน ค่าแพ็ก กำไรที่ต้องการ และอัตราค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์มที่ขายอยู่ พอมีสินค้าตัวใหม่เข้ามา แค่เปลี่ยนตัวเลขต้นทุน ราคาขายที่ครอบคลุมค่าธรรมเนียมจะคำนวณออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มคิดใหม่ทุกครั้ง

ลดผลกระทบจากค่าธรรมเนียมโดยไม่ต้องแบกไว้คนเดียว

นอกจากตั้งราคาให้ครอบคลุม ยังมีวิธีลดสัดส่วนค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ได้จริงอีกสามทาง

  1. ดันยอดต่อออเดอร์ให้สูงขึ้น เพราะค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ ยิ่งออเดอร์ใหญ่ สัดส่วนค่าธรรมเนียมเทียบกำไรยิ่งเบาลง ทำได้ด้วยการตั้งยอดขั้นต่ำสำหรับส่งฟรี หรือแนะนำสินค้าคู่กันตอนลูกค้ากำลังจะจ่ายเงิน
  2. ย้ายลูกค้าประจำไปคุยผ่านช่องทางที่ไม่มีค่าคอมมิชชัน เช่น เก็บเบอร์หรือไลน์ลูกค้าเก่าไว้ แล้วให้เขาสั่งซ้ำผ่านแชทโดยตรง ค่าธุรกรรมยังมีอยู่แต่ค่าคอมมิชชันหายไป ต้องระวังไม่ให้ผิดกฎแพลตฟอร์มเรื่องชักจูงออกนอกระบบขณะทำรายการอยู่ในแอป
  3. เลือกเข้าโปรโมชันที่คุ้มจริง ไม่ใช่ทุกโปรที่แพลตฟอร์มเสนอ บางโปรลดค่าธรรมเนียมแลกกับการบังคับลดราคาสินค้าเอง คำนวณให้ดีก่อนว่าหักลบแล้วยังเหลือกำไรมากกว่าการไม่เข้าโปรหรือเปล่า

ทั้งสามวิธีนี้ไม่ต้องเลือกทำแค่อย่างเดียว ร้านที่ทำครบทั้งสามข้อพร้อมกัน มักเห็นสัดส่วนค่าธรรมเนียมต่อยอดขายลดลงชัดเจนภายในหนึ่งถึงสองเดือน

ของจริงจากหน้าร้าน

ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านขายเครื่องสำอางที่ขายผ่านมาร์เก็ตเพลส ราคาสินค้าเฉลี่ยชิ้นละ 300 บาท ยอดขาย 100 ชิ้นต่อเดือน

รูปแบบการขายยอดขายรวมค่าธรรมเนียมรวมเงินที่โอนเข้าจริง
ไม่เข้าโปรใด ๆ30,000 บาท2,550 บาท (8.5%)27,450 บาท
เข้าโปรส่งฟรีทุกออเดอร์30,000 บาท3,300 บาท (11%)26,700 บาท
ตั้งยอดขั้นต่ำส่งฟรี 400 บาท34,000 บาท3,060 บาท (9%)30,940 บาท

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกัน แต่ประเด็นสำคัญคือแถวที่สามขายได้ยอดรวมสูงกว่า และยังโอนเข้าจริงมากกว่าแถวที่สองถึง 4,240 บาทต่อเดือน ทั้งที่อัตราค่าธรรมเนียมเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า เพราะยอดต่อออเดอร์สูงขึ้นจากการตั้งเงื่อนไขส่งฟรีให้พอดี ไม่ใช่แจกฟรีทุกออเดอร์แบบไม่มีเงื่อนไข

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขต่างกันไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือการตั้งเงื่อนไขส่งฟรีให้สอดคล้องกับราคาสินค้าเฉลี่ยของร้าน ถ้าร้านคุณขายเครื่องสำอางราคาเฉลี่ยชิ้นละ 300 บาท การตั้งยอดขั้นต่ำไว้ที่ 400 บาท เท่ากับดันให้ลูกค้าซื้อเพิ่มอีกนิดเดียวก็ถึง ซึ่งง่ายกว่าการตั้งไว้สูงถึง 800 หรือ 1,000 บาทที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่พยายามไปให้ถึง

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก ดูแค่ค่าคอมมิชชันหลักแล้วคิดว่ารู้ครบแล้ว ทั้งที่ค่าธรรมเนียมเสริมอย่างค่าโปรส่งฟรีหรือค่าโค้ดส่วนลดที่ร้านออกเองก็หักจากยอดเหมือนกัน ให้เปิดใบแจ้งยอดจริงเช็กทุกบรรทัด อย่าเชื่อแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่แพลตฟอร์มโฆษณาไว้หน้าแรก

พลาดข้อที่สอง ตั้งราคาครอบคลุมค่าธรรมเนียมแล้ว แต่ลืมคำนวณใหม่ตอนอัตราเปลี่ยน แพลตฟอร์มปรับอัตราค่าธรรมเนียมได้ตลอดเวลาโดยแจ้งล่วงหน้าไม่กี่วัน ถ้าไม่กลับมาคำนวณสูตรราคาซ้ำทุกสามเดือน กำไรที่เคยตั้งไว้จะค่อย ๆ บางลงโดยไม่รู้ตัว

พลาดข้อที่สาม เข้าโปรโมชันทุกตัวที่แพลตฟอร์มเชิญ เพราะกลัวเสียโอกาส บางโปรจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มแลกกับยอดขายที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง ให้ทดลองเข้าโปรทีละตัว แล้วเทียบยอดโอนเข้าจริงก่อนหลังหนึ่งสัปดาห์ ก่อนตัดสินใจเข้าโปรนั้นถาวร

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้เปิดใบแจ้งยอดหรือหน้ารายรับของแพลตฟอร์มที่ขายอยู่ สุ่มดูออเดอร์ห้ารายการล่าสุด แล้วรวมค่าธรรมเนียมทุกบรรทัดที่ถูกหักไป

เอาตัวเลขนั้นมาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวม แล้วใช้สูตรตั้งราคาที่หารด้วย 1 ลบอัตราค่าธรรมเนียม คำนวณราคาสินค้าตัวขายดีที่สุดใหม่อีกครั้ง

ทำแค่นี้คืนเดียว คุณจะรู้ทันทีว่าที่ผ่านมาราคาที่ตั้งไว้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมจริงหรือแค่ครอบคลุมต้นทุนสินค้าอย่างเดียว

อ่านต่อ