ตั้งราคา ต้นทุน กำไร

คิดต้นทุนแฝง ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าน้ำมัน ก่อนตั้งราคาขาย

ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าน้ำมันวิ่งซื้อของ และค่าเสื่อมอุปกรณ์ถ่ายรูป มักไม่ถูกคิดรวมในราคาขาย บทความนี้สอนคำนวณทีละรายการ จะได้รู้กำไรที่เหลือจริงต่อชิ้นและต่อเดือน

2026-08-24 · อ่าน 9 นาที

ปลายเดือนนั่งเปิดเครื่องคิดเลข รวมยอดขายทั้งเดือนได้ 45,000 บาท หักต้นทุนสินค้า หักค่าส่ง หักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว เหลือกำไร 11,250 บาท ตัวเลขในสมุดสวยดี

แต่พอเปิดแอปธนาคารดูยอดเงินในบัญชีจริง กลับไม่ถึง 11,250 บาท หายไปหลักพัน แล้วก็หาไม่เจอว่าหายไปไหน

ของแบบนี้ไม่ได้แปลว่าคุณทำบัญชีผิด และไม่ได้แปลว่ามีใครโกงเงินคุณ ต้นทุนที่หายไปคือค่าไฟที่เสียบปลั๊กไฟถ่ายรูปทุกคืน ค่าเน็ตที่ใช้ลงโพสต์กับไลฟ์ และค่าน้ำมันที่ขี่ไปซื้อของทุกสัปดาห์ สามอย่างนี้ไม่เคยถูกจดลงในสูตรคิดราคาเลยสักครั้ง

ทำไมต้นทุนพวกนี้ถึงหลุดจากสูตรราคา

ต้นทุนแฝงหลุดจากสูตรเพราะมันไม่มีใบเสร็จแปะหน้าสินค้าเหมือนต้นทุนซื้อของหรือค่าส่ง คุณจ่ายค่าไฟค่าเน็ตเป็นก้อนเดียวทุกเดือนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะขายของหรือไม่ขาย สมองเลยตีความว่ามันเป็นค่าใช้จ่ายบ้าน ไม่ใช่ต้นทุนร้าน

อีกเหตุผลคือมันจ่ายไม่พร้อมกับตอนขาย ค่าส่งกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มถูกหักตอนปิดออเดอร์ทันที เห็นตัวเลขชัดเจน แต่ค่าไฟค่าน้ำมันมาเป็นก้อนรวมท้ายเดือน แยกไม่ออกว่าส่วนไหนเกิดจากการขายของ ส่วนไหนเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ พอแยกไม่ออกก็เลยไม่คิด และพอไม่คิดก็เลยตั้งราคาต่ำกว่าที่ควรมาตลอด

แยกค่าไฟส่วนที่ใช้ขายของออกจากค่าไฟบ้าน

ไม่ต้องเดินไปซื้อมิเตอร์แยกให้ยุ่งยาก ใช้วิธีคำนวณคร่าว ๆ จากเวลาที่เปิดอุปกรณ์เพื่อขายของก็พอ อุปกรณ์หลักที่กินไฟตอนขายของคือไฟถ่ายรูป ไฟไลฟ์ พัดลมหรือแอร์ตอนแพ็กของ และที่ชาร์จมือถือที่ใช้ถ่ายรูปกับตอบแชท

ตัวอย่างการคิด สมมติใช้ไฟวงแหวนถ่ายรูป 18 วัตต์ เปิดวันละ 1 ชั่วโมงตอนถ่ายรูปสินค้าใหม่ กับไฟไลฟ์ชุดเล็ก 40 วัตต์ เปิดสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมงครึ่งตอนไลฟ์ขายของ

ค่าไฟบ้านทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 4.4 บาทต่อหน่วย (หน่วยคือกิโลวัตต์ชั่วโมง) ไฟถ่ายรูป 18 วัตต์ เปิด 30 วัน วันละ 1 ชั่วโมง ใช้ไฟ 0.54 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 2.4 บาทต่อเดือน ไฟไลฟ์ 40 วัตต์ เปิดเดือนละ 13 ครั้ง ครั้งละ 1.5 ชั่วโมง ใช้ไฟ 0.78 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 3.4 บาทต่อเดือน

ตัวเลขนี้ดูน้อยมากถ้าคิดแยกชิ้น แต่ร้านส่วนใหญ่ไม่ได้เปิดแค่ไฟถ่ายรูปกับไฟไลฟ์ ยังมีพัดลมตอนนั่งแพ็กของตอนกลางคืน มีแอร์ห้องที่ใช้เป็นสตูดิโอ มีโน้ตบุ๊กที่เปิดค้างไว้ดูออเดอร์ ถ้ารวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับการขายของจริง ๆ ร้านขนาดกลางมักตกอยู่ที่ 250-350 บาทต่อเดือน ให้ปัดขึ้นเป็นตัวเลขกลม ๆ ไว้ก่อน จะได้ไม่ลืมคิด

ค่าเน็ตที่ใช้ขายของ ไม่ใช่แค่ค่าดูหนังตอนกลางคืน

ค่าเน็ตบ้านหรือเน็ตมือถือที่คุณจ่ายทุกเดือน ต่อให้ไม่ขายของก็ต้องจ่ายอยู่ดี แต่ปริมาณที่ใช้ไปกับการขายของนั้นมากกว่าที่คิด อัปโหลดรูปสินค้า ไลฟ์สด ตอบแชทลูกค้าทั้งวัน โหลดวิดีโอมาตัดต่อโพสต์ นี่คือดาต้าจำนวนมากที่กินแพ็กเกจ

วิธีคิดง่ายที่สุดสำหรับร้านคนเดียวคือดูว่าถ้าไม่ได้ขายของ คุณจะใช้แพ็กเกจถูกกว่านี้ได้ไหม ร้านที่ไลฟ์เป็นประจำมักต้องอัปเกรดจากเน็ตบ้านแบบพื้นฐานไปเป็นแพ็กเกจที่อัปโหลดเร็วขึ้น ส่วนต่างของค่าแพ็กเกจตรงนี้คือต้นทุนแฝงที่นับได้ตรง ๆ

ตัวอย่าง เน็ตบ้านแพ็กเกจพื้นฐานอยู่ที่ 399 บาทต่อเดือน แต่ร้านที่ไลฟ์สัปดาห์ละ 3-4 วันต้องใช้แพ็กเกจที่อัปโหลดเสถียรกว่า ราคา 590 บาทต่อเดือน ส่วนต่าง 191 บาทคือค่าเน็ตที่เกิดจากการขายของโดยตรง ให้ปัดเป็น 200 บาทต่อเดือน ถ้าร้านไหนไม่ได้ไลฟ์ แค่โพสต์รูปกับตอบแชท ให้คิดคร่าว ๆ ที่ 100-150 บาทต่อเดือนแทน เพราะยังใช้ดาต้ามากกว่าการใช้เน็ตทั่วไปอยู่ดี

ค่าน้ำมันวิ่งซื้อของ วิ่งส่งของ คิดเป็นเที่ยวไม่ใช่คิดเป็นเดือน

ค่าน้ำมันเป็นต้นทุนแฝงที่มองข้ามง่ายที่สุด เพราะมันไม่ได้จ่ายพร้อมใบเสร็จซื้อของ คุณขี่มอเตอร์ไซค์หรือขับรถไปรับของจากซัพพลายเออร์ ไปส่งของที่จุดรับพัสดุ ไปซื้อวัสดุแพ็กของที่ร้านเครื่องเขียน ทุกเที่ยวใช้น้ำมัน แต่ไม่มีใบเสร็จแยกว่านี่คือต้นทุนร้าน

วิธีคิดที่ทำได้จริงคือนับเป็นเที่ยว ไม่ใช่นับเป็นเดือน ระยะทางไปกลับจุดรับพัสดุ 6 กิโลเมตร มอเตอร์ไซค์วิ่งได้ประมาณ 35 กิโลเมตรต่อลิตร น้ำมันลิตรละ 38 บาท หนึ่งเที่ยวใช้น้ำมันประมาณ 0.17 ลิตร คิดเป็นเงินประมาณ 6.5 บาทต่อเที่ยว บวกค่าเวลาที่เสียไปอีกประมาณ 20 นาที

ถ้าไปส่งของสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และไปรับของจากซัพพลายเออร์เดือนละ 2 ครั้ง ระยะทางไกลกว่าคือ 15 กิโลเมตรต่อเที่ยว รวมทั้งเดือนจะมีเที่ยวส่งของ 8 เที่ยว เที่ยวละ 6.5 บาท เท่ากับ 52 บาท และเที่ยวรับของ 2 เที่ยว เที่ยวละประมาณ 16 บาท เท่ากับ 32 บาท รวมค่าน้ำมันทั้งเดือนประมาณ 84 บาท

ตัวเลขนี้เป็นของร้านที่อยู่ใกล้จุดรับพัสดุ ร้านที่อยู่ไกลหรือต้องขับรถยนต์ไปรับของจากโกดังต่างจังหวัด ตัวเลขจะสูงกว่านี้มาก บางร้านที่ต้องขับรถไปรับสินค้าเดือนละครั้งระยะทางไกลเกิน 50 กิโลเมตร ค่าน้ำมันเที่ยวเดียวอาจแตะ 300-400 บาท ให้จดบันทึกเที่ยวจริงของร้านตัวเองสักหนึ่งเดือน แล้วรวมยอดดู จะได้ตัวเลขที่ตรงกับร้านคุณจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเลขเดาสุ่ม

ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ของที่ซื้อครั้งเดียวแต่ต้องทยอยคิดทุกเดือน

ไฟถ่ายรูป ขาตั้งมือถือ ฉากถ่ายรูป กล่องไฟไลฟ์ พวกนี้ซื้อครั้งเดียวใช้ได้หลายปี หลายคนเลยคิดว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วจบ ไม่ต้องคิดซ้ำ แต่ความจริงของพวกนี้เสื่อมสภาพทุกเดือน หลอดไฟขาด สายชาร์จเสีย ขาตั้งโยกคลอน สุดท้ายต้องซื้อใหม่อยู่ดี

วิธีคิดค่าเสื่อมแบบง่ายที่สุดคือเอาราคาที่ซื้อมา หารด้วยจำนวนเดือนที่คาดว่าจะใช้งานได้ ชุดไฟถ่ายรูปพร้อมขาตั้งราคา 1,500 บาท ใช้งานได้ประมาณ 2 ปีหรือ 24 เดือน เท่ากับเดือนละ 62.5 บาท ขาตั้งมือถือแยกต่างหากราคา 250 บาท ใช้ได้ 3 ปีหรือ 36 เดือน เท่ากับเดือนละ 6.9 บาท รวมสองรายการนี้ประมาณ 69 บาทต่อเดือน ปัดเป็น 70 บาท

ถ้าร้านไหนลงทุนเพิ่มเป็นไมค์ไลฟ์ กล้องเว็บแคม หรือไฟไลฟ์ชุดใหญ่ ให้คำนวณด้วยวิธีเดียวกัน เอาราคาซื้อหารด้วยจำนวนเดือนที่ใช้งานจริง ไม่ใช่หารด้วยจำนวนเดือนที่อยากให้มันอยู่ได้ เพราะอุปกรณ์ไลฟ์ที่เปิดใช้งานหนักมักเสียเร็วกว่าที่คิด

รวมต้นทุนแฝงทั้งหมด แล้วหารเป็นต้นทุนต่อชิ้น

พอมีตัวเลขทั้งสี่ก้อนแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือรวมเป็นยอดเดียวต่อเดือน แล้วหารด้วยจำนวนชิ้นที่ขายได้ในเดือนนั้น จะได้ต้นทุนแฝงต่อชิ้นที่ต้องบวกเข้าไปในราคาขาย

สูตรคือ ค่าไฟส่วนขายของ บวก ค่าเน็ตส่วนขายของ บวก ค่าน้ำมันวิ่งซื้อส่งของ บวก ค่าเสื่อมอุปกรณ์ หารด้วยจำนวนชิ้นที่ขายต่อเดือน ได้ตัวเลขเท่าไหร่ ให้บวกเพิ่มเข้าไปในต้นทุนต่อชิ้นเดิม ก่อนตั้งราคาขาย ไม่ใช่หักออกจากกำไรทีหลัง

ร้านที่ขายของเดือนละ 100-200 ชิ้น ต้นทุนแฝงต่อชิ้นมักตกอยู่ที่ 5-15 บาท ถ้าร้านขายได้น้อยกว่านั้น ตัวเลขต่อชิ้นจะยิ่งสูงขึ้น เพราะต้นทุนก้อนเดิมถูกหารด้วยจำนวนชิ้นที่น้อยลง นี่คือเหตุผลที่ร้านเปิดใหม่ขายน้อยมักรู้สึกว่ากำไรบาง ทั้งที่ตั้งราคาเท่ากับร้านที่ขายดีกว่า

ของจริงจากหน้าร้าน

ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ขายเฉลี่ยเดือนละ 150 ชิ้น ราคาขายชิ้นละ 250 บาท ต้นทุนสินค้า ค่าส่ง และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรวมกันแล้วชิ้นละ 175 บาท ทำให้คิดว่าเหลือกำไรชิ้นละ 75 บาท

ทีนี้มารวมต้นทุนแฝงของร้านนี้ ค่าไฟส่วนขายของ 300 บาทต่อเดือน ค่าเน็ตส่วนขายของ 300 บาทต่อเดือน ค่าน้ำมันวิ่งซื้อส่งของ 480 บาทต่อเดือน และค่าเสื่อมอุปกรณ์ 120 บาทต่อเดือน รวมทั้งหมด 1,200 บาทต่อเดือน

เอา 1,200 บาท หารด้วย 150 ชิ้น เท่ากับต้นทุนแฝง 8 บาทต่อชิ้น

รายการคิดแบบเดิมคิดรวมต้นทุนแฝง
ต้นทุนสินค้า+ส่ง+ธรรมเนียม ต่อชิ้น175 บาท175 บาท
ต้นทุนแฝงต่อชิ้น0 บาท8 บาท
ราคาขาย250 บาท250 บาท
กำไรต่อชิ้น75 บาท67 บาท
กำไรรวมต่อเดือน (150 ชิ้น)11,250 บาท10,050 บาท

ต้นทุนแฝงกินกำไรของร้านนี้ไปประมาณ 10.7% ต่อเดือน ดูเหมือนไม่มาก แต่ถ้าคิดเป็นรายปี 1,200 บาทต่อเดือน คูณ 12 เดือน เท่ากับ 14,400 บาทต่อปี ซึ่งมากกว่ากำไรที่ร้านนี้ทำได้ในหนึ่งเดือนเต็ม (11,250 บาท) เสียอีก ต่างกันอยู่ 3,150 บาท

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ร้านจริงอาจมีตัวเลขต่างจากนี้ แต่ประเด็นสำคัญคือถ้าไม่บวกต้นทุนแฝง 8 บาทเข้าไปในราคาตั้งแต่แรก เงินก้อนนี้จะถูกจ่ายออกจากกำไรทุกเดือนโดยไม่รู้ตัว

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก คิดต้นทุนแฝงครั้งเดียวแล้วไม่ทบทวนอีกเลย ค่าไฟขึ้นราคา ค่าน้ำมันขึ้นราคา แพ็กเกจเน็ตที่เคยพอใช้อาจไม่พอเมื่อไลฟ์บ่อยขึ้น ให้ทบทวนตัวเลขนี้ทุก 3-6 เดือน ไม่ต้องละเอียดมาก แค่เช็กว่าตัวเลขเดิมยังใกล้เคียงความจริงอยู่ไหม

พลาดข้อที่สอง บวกต้นทุนแฝงเข้าไปแล้ว แต่ลืมตัดออกตอนคิดโปรโมชั่น เวลาจัดลดราคาหรือแจกของแถม หลายร้านกลับไปใช้ต้นทุนตัวเก่าที่ไม่รวมค่าไฟค่าเน็ต ทำให้ลดราคาลึกเกินจุดคุ้มทุนจริงโดยไม่รู้ตัว ให้ใช้ต้นทุนที่รวมค่าแฝงแล้วเป็นฐานตลอด ไม่ว่าจะเป็นราคาปกติหรือราคาโปรโมชั่น

พลาดข้อที่สาม คิดต้นทุนแฝงเป็นก้อนใหญ่เกินจริงจนกลัวตั้งราคา บางคนพอเห็นว่ามีต้นทุนแฝงก็เผื่อเกินความจำเป็น บวกไปชิ้นละ 30-40 บาททั้งที่ร้านตัวเองมีต้นทุนแฝงจริงแค่ 8-10 บาท ทำให้ราคาสูงเกินคู่แข่งโดยไม่จำเป็น ให้คำนวณจากตัวเลขจริงของร้านตัวเองเท่านั้น อย่าเผื่อแบบเดา

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้เปิดสมุดหรือแอปโน้ตขึ้นมา จดตัวเลขสี่บรรทัด ค่าไฟที่ใช้ขายของต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ ค่าเน็ตส่วนต่างที่ต้องอัปเกรดเพราะขายของเท่าไหร่ ค่าน้ำมันที่วิ่งซื้อของส่งของต่อเดือนเท่าไหร่ และค่าเสื่อมอุปกรณ์ถ่ายรูปไลฟ์เท่าไหร่

รวมทั้งสี่ก้อนแล้วหารด้วยจำนวนชิ้นที่ขายได้ในเดือนที่ผ่านมา จะได้ต้นทุนแฝงต่อชิ้นของร้านคุณเอง

พรุ่งนี้เอาตัวเลขนั้นไปบวกเข้าไปในสูตรคิดราคาที่ใช้อยู่ ไม่ต้องขึ้นราคาขายทันทีถ้ายังไม่พร้อม แต่อย่างน้อยคุณจะรู้ว่ากำไรที่เหลือจริงในกระเป๋าคือเท่าไหร่ ไม่ใช่ตัวเลขสวยในสมุดที่ไม่เคยหักค่าไฟค่าน้ำมันออกเลย

อ่านต่อ