ตั้งราคา ต้นทุน กำไร

รับของฝากขาย แบ่งกำไรยังไงให้ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย

ก่อนรับของมาฝากขาย ต้องคิดต้นทุนแฝงและเลือกสูตรแบ่งกำไรให้ถูก ไม่งั้นทั้งร้านและเจ้าของของจะรู้สึกเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

2026-08-24 · อ่าน 9 นาที

มีคนทักมาถามเรื่องเสื้อผ้าแฮนด์เมดที่วางอยู่หน้าร้าน คุณตอบราคาไป ปิดการขายได้ เก็บเงินเรียบร้อย

ตกเย็นเจ้าของเสื้อโทรมาถามว่าได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ คุณตอบไปตามที่คิดในใจ เขาเงียบไปพักหนึ่งแล้วพูดว่า "น้อยกว่าที่คุยกันไว้นะ"

ปัญหาคือทั้งคู่ไม่เคยเขียนตัวเลขนี้ลงกระดาษเลยสักครั้ง คุยกันปากเปล่าตอนรับของมา แล้วต่างคนต่างจำคนละแบบ

เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดเพราะใครโกงใคร ส่วนใหญ่เกิดเพราะทั้งสองฝ่ายเข้าใจตัวเลขคนละก้อนตั้งแต่วันแรก

ร้านที่รับของฝากขายมักคุยกันแค่ "แบ่งกันเจ็ดสิบสามสิบนะ" แล้วก็เริ่มขายเลย ไม่มีใครพูดถึงว่าเจ็ดสิบสามสิบนี้คิดจากอะไร

ต้นทุนที่ร้านแบกอยู่ เช่น ค่าแพ็ก ค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เวลาที่ใช้ถ่ายรูปกับตอบแชท ไม่เคยถูกพูดถึงตั้งแต่ต้น พอถึงเวลาจ่ายจริง ตัวเลขที่ทั้งสองฝ่ายคาดหวังไว้เลยไม่ตรงกัน

ยิ่งของฝากขายมาจากหลายเจ้าพร้อมกัน ยิ่งจำยาก ร้านอาจให้เจ้าหนึ่ง 70% แต่จำผิดว่าอีกเจ้าก็ 70% เหมือนกัน ทั้งที่ตกลงกันไว้คนละตัวเลข

อีกสาเหตุที่พังคือฝ่ายคนฝากขายมักมองแค่อยากได้เท่าไหร่ต่อชิ้น ไม่เห็นต้นทุนที่ร้านต้องแบกอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่ร้านก็ไม่เคยอธิบายให้ฟังตั้งแต่แรกว่าต้นทุนนั้นมีอะไรบ้าง สุดท้ายทั้งสองฝ่ายเลยคุยกันคนละภาษา

คิดต้นทุนที่ร้านต้องแบกก่อนคุยเรื่องเปอร์เซ็นต์

ก่อนจะตกลงเปอร์เซ็นต์กับใคร ให้กลับมานั่งไล่ก่อนว่าร้านเสียอะไรไปบ้างกว่าจะขายของชิ้นหนึ่งได้ ต้นทุนพวกนี้มักถูกลืมเพราะมันไม่ใช่ตัวเงินที่จ่ายออกไปตรง ๆ

  • ค่าแพ็กและค่ากล่องต่อชิ้น เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 8-15 บาท ขึ้นกับขนาดของ
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ถ้าขายผ่าน Shopee หรือ TikTok เจ้าของแพลตฟอร์มหักไปแล้วประมาณ 5-8%
  • เวลาที่ใช้ถ่ายรูป เขียนโพสต์ ตอบแชท เฉลี่ยชิ้นละ 10-15 นาที
  • ค่าที่เก็บของ ถ้าฝากไว้นานเป็นเดือนโดยยังไม่ขายออก

ลองคิดเป็นตัวเงินคร่าว ๆ ต่อชิ้น สมมติของราคาขาย 300 บาท ค่าแพ็ก 10 บาท ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 6% คือ 18 บาท สองอย่างนี้รวมกันแล้วกินไป 28 บาทก่อนที่จะพูดถึงค่าแรงเลยด้วยซ้ำ

ถ้าไม่นับต้นทุนพวกนี้ตั้งแต่แรก ร้านจะรู้สึกว่าตัวเองทำงานฟรี ทั้งที่จริงมีต้นทุนแฝงอยู่เต็มไปหมด นี่คือจุดที่ทำให้หลายร้านเลิกรับของฝากขายไปเลยเพราะรู้สึกว่าไม่คุ้ม

วิธีเช็กง่าย ๆ คือลองจดต้นทุนแฝงของสินค้าฝากขายสักสามชิ้นดูก่อน แล้วเทียบกับเปอร์เซ็นต์ที่ร้านได้อยู่ตอนนี้ ถ้าเหลือกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้องกลับไปคุยเปอร์เซ็นต์ใหม่

เลือกสูตรแบ่งกำไรที่ร้านคุมได้ ไม่ใช่แค่เปอร์เซ็นต์ลอย ๆ

วิธีแบ่งกำไรที่ใช้กันมีสองแบบหลัก ๆ แต่ละแบบเหมาะกับสินค้าคนละประเภท

แบบแรก แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคาขาย เหมาะกับสินค้าที่ราคาไม่แน่นอน หรือร้านต้องลดราคาบ่อยตามฤดูกาล เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น

วิธีคิดคือทั้งสองฝ่ายตกลงกันก่อนว่าร้านหักกี่เปอร์เซ็นต์จากราคาขายจริง ไม่ใช่ราคาตั้ง ถ้าลดราคาแล้วยังหักจากราคาตั้ง เจ้าของของจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที

แบบที่สอง กำหนดราคารับซื้อคงที่ต่อชิ้น เหมาะกับของที่ราคาไม่เปลี่ยนบ่อย เช่น งานฝีมือ ของสะสม เครื่องประดับ

เจ้าของของบอกว่าอยากได้ชิ้นละเท่าไหร่ ร้านตั้งราคาขายเพิ่มจากตรงนั้นเองตามที่คิดว่าขายได้ ส่วนต่างทั้งหมดเป็นของร้าน วิธีนี้ทำให้เจ้าของของรู้ตัวเลขแน่นอนล่วงหน้า ไม่ต้องลุ้นว่าขายได้เท่าไหร่ถึงจะได้เงินเยอะ

รูปแบบเหมาะกับใครรับความเสี่ยงเรื่องราคา
แบ่งเปอร์เซ็นต์ของที่ราคาต้องปรับบ่อยร้านและเจ้าของของ แบกร่วมกัน
ราคารับซื้อคงที่งานฝีมือ ของราคาคงตัวร้านรับเสี่ยงฝ่ายเดียว

ไม่มีสูตรไหนถูกกว่าอีกสูตร ขึ้นอยู่กับว่าของแบบไหน และใครอยากคุมความเสี่ยงมากกว่ากัน ร้านที่มั่นใจว่าขายได้แน่ ควรเลือกราคารับซื้อคงที่ เพราะได้ส่วนต่างเต็ม ๆ

บางร้านใช้สองสูตรผสมกัน คือของชิ้นใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าขายง่ายไหม ใช้สูตรเปอร์เซ็นต์ไปก่อน พอรู้ว่าขายดีแน่นอนแล้ว ค่อยเปลี่ยนมาเป็นราคาคงที่ในรอบถัดไป

เขียนข้อตกลงก่อนรับของ อย่าคุยกันแค่ปากเปล่า

ข้อตกลงไม่ต้องเป็นเอกสารทางการ ขอแค่เขียนลงในแชทหรือกระดาษแล้วให้ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน ป้องกันการจำผิดในภายหลัง

  1. เปอร์เซ็นต์หรือราคารับซื้อ เขียนตัวเลขชัด ไม่ใช้คำว่าประมาณ
  2. รอบจ่ายเงิน จ่ายทุกกี่วัน หรือจ่ายเมื่อขายได้ทันที
  3. ใครรับผิดชอบตอนของเสียหายระหว่างเก็บที่ร้าน
  4. ของขายไม่ออกภายในกี่วัน จะคืน จะลดราคา หรือจะทำยังไงต่อ
  5. ใครเป็นคนตั้งราคาขาย และปรับราคาได้ฝ่ายเดียวหรือต้องคุยกันก่อน

ห้าข้อนี้เขียนครั้งเดียว ใช้ได้กับเจ้าของของทุกคนที่ฝากขายกับร้าน ไม่ต้องคิดใหม่ทุกครั้งที่มีคนมาฝาก

วิธีเก็บที่ง่ายที่สุดคือแคปหน้าจอแชทที่ตกลงกันไว้ แล้วเซฟลงอัลบั้มเดียวกัน ตั้งชื่อไฟล์เป็นชื่อเจ้าของของแต่ละคน เวลาลืมจะได้เปิดดูย้อนหลังได้ทันที

ตัวอย่างข้อความที่ก๊อปไปปรับใช้ได้ทันที

"รับฝากขายเสื้อผ้าค่ะ แบ่ง 70/30 จากราคาขายจริง ร้านเก็บ 30% จ่ายเงินให้ทุกวันที่ 5 ของเดือน ของขายไม่ออกใน 60 วัน จะโทรถามก่อนว่าจะลดราคาหรือมารับคืน ของเสียหายระหว่างเก็บที่ร้าน ร้านรับผิดชอบเต็มจำนวนค่ะ"

ของขายไม่ออกหรือของเสียหาย ตกลงไว้ก่อนไม่ใช่ตอนเกิดเรื่อง

จุดที่ทะเลาะกันบ่อยที่สุดไม่ใช่ตอนขายได้ แต่เป็นตอนขายไม่ได้ หรือของเกิดความเสียหาย

สำหรับของที่ขายไม่ออก ให้ตกลงไว้ล่วงหน้าว่าจะเลือกทางไหนใน 3 ทางนี้

  1. คืนของทั้งหมดให้เจ้าของ เมื่อครบกำหนดเวลาที่ตกลงกัน
  2. ลดราคาลงอีกครั้ง โดยแจ้งเจ้าของก่อนทุกครั้ง
  3. บริจาคหรือเคลียร์สต๊อกทิ้ง ถ้าเจ้าของไม่ต้องการรับคืน

สำหรับของเสียหายระหว่างเก็บที่ร้าน เช่น สร้อยพันกันจนขาด หรือเสื้อเปื้อนจากการลองใส่ถ่ายรูป

ควรตกลงว่าร้านรับผิดชอบเต็มจำนวน เพราะร้านเป็นฝ่ายดูแลของอยู่ ห้ามหักจากส่วนแบ่งที่ยังไม่ได้จ่าย ร้านยังไม่ได้กำไรจากชิ้นนั้นเลยด้วยซ้ำ

ถ้าเป็นของแตกหักง่าย เช่น เซรามิกหรือแก้ว ให้คุยเพิ่มอีกข้อว่าจะแบ่งความเสียหายกันคนละครึ่งหรือไม่ เพราะบางทีของแตกจากการขนส่งที่ทั้งสองฝ่ายควบคุมไม่ได้เลย

ร้านบางแห่งแก้ปัญหานี้ด้วยการซื้อประกันของแตกหักจากขนส่งเพิ่ม ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก แต่ช่วยตัดปัญหาเรื่องใครรับผิดชอบไปได้เกือบหมด

ที่สำคัญคือถ่ายรูปสภาพของทุกชิ้นไว้ตอนรับเข้าร้าน เก็บไว้เป็นหลักฐาน หากมีข้อโต้แย้งภายหลังว่าของเสียหายตั้งแต่ก่อนฝากหรือเสียหายระหว่างอยู่ที่ร้าน จะเถียงกันได้ง่ายขึ้นมาก

จ่ายเงินตรงเวลา อย่าปล่อยให้ค้างจนเจ้าของของเริ่มไม่ไว้ใจ

ร้านที่รับของฝากขายหลายเจ้าเสียความสัมพันธ์เพราะเรื่องเล็ก ๆ คือจ่ายเงินช้า ไม่ใช่เพราะเปอร์เซ็นต์ไม่เป็นธรรม

ตั้งวันจ่ายเงินให้ชัดตั้งแต่แรก เช่น ทุกวันที่ 5 ของเดือน หรือทุกสัปดาห์ แล้วยึดวันนั้นเป็นหลัก ไม่เลื่อนบ่อย

ถ้าเดือนไหนยอดขายน้อย ให้แจ้งตัวเลขจริงไปตรง ๆ พร้อมยอดขาย อย่าเงียบหายจนเจ้าของของต้องทวงเอง

ข้อความที่ใช้แจ้งยอดได้ทันที "เดือนนี้ขายได้ 4 ชิ้นค่ะ รวม 1,200 บาท หักส่วนร้าน 360 บาท โอนให้ 840 บาทนะคะ เดี๋ยวโอนภายในวันนี้ค่ะ"

การแจ้งยอดทุกครั้งแม้ยอดจะน้อย ทำให้เจ้าของของรู้สึกว่าร้านโปร่งใส และกล้าฝากของชิ้นใหม่มาเพิ่มในรอบถัดไป

ถ้าร้านมีของฝากขายหลายเจ้าพร้อมกัน ให้ทำตารางง่าย ๆ ในสมุดหรือโน้ตมือถือ บันทึกชื่อเจ้าของ วันที่รับของ จำนวนที่ขายได้ และวันจ่ายล่าสุด กันจำสับสนระหว่างเจ้า

ของจริงจากหน้าร้าน

ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านที่รับฝากขายกระเป๋าถักมือ 12 ชิ้น ราคาขายชิ้นละ 500 บาท

รายการสูตรแบ่ง 70/30สูตรราคารับซื้อคงที่ 300
ราคาขายต่อชิ้น500 บาท500 บาท
เจ้าของของได้350 บาท (70%)300 บาท (คงที่)
ร้านได้ก่อนหักต้นทุน150 บาท (30%)200 บาท
หักค่าแพ็กและค่าธรรมเนียม (30 บาท)เหลือ 120 บาทเหลือ 170 บาท
รวม 12 ชิ้นขายหมด ร้านได้สุทธิ1,440 บาท2,040 บาท

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ได้กับทุกร้าน แต่ประเด็นสำคัญคือ สูตรราคารับซื้อคงที่ทำให้ร้านได้กำไรมากกว่าในกรณีนี้ 600 บาท

เพราะร้านเป็นคนตั้งราคาขายเองทั้งหมด ในขณะที่สูตร 70/30 เจ้าของของได้เงินมากกว่าคือ 4,200 บาท เทียบกับ 3,600 บาทถ้าใช้สูตรคงที่

เลือกสูตรไหนขึ้นอยู่กับว่าร้านมั่นใจแค่ไหนว่าจะขายของได้จริงตามราคาที่ตั้ง ถ้ามั่นใจมาก สูตรคงที่คุ้มกว่าสำหรับร้าน ถ้าไม่แน่ใจ สูตรเปอร์เซ็นต์ปลอดภัยกว่าเพราะแบ่งความเสี่ยงกัน

สิ่งที่ควรทำต่อจากตารางนี้คือลองคำนวณแบบเดียวกันกับของฝากขายจริงที่ร้านมีอยู่ตอนนี้สักหนึ่งรายการ จะเห็นชัดว่าสูตรที่ใช้อยู่คุ้มค่าแรงร้านหรือยัง

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก ตกลงเปอร์เซ็นต์จากราคาตั้ง ไม่ใช่ราคาขายจริง พอต้องลดราคาล้างสต๊อก ร้านหักเปอร์เซ็นต์จากราคาเดิม เจ้าของของเลยได้เงินน้อยกว่าที่ควร ทำให้รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบทั้งที่ร้านไม่ได้ตั้งใจ ให้ระบุในข้อตกลงชัดเจนว่าคิดจากราคาขายจริง ณ วันที่ขายได้เท่านั้น

พลาดข้อที่สอง ไม่นับต้นทุนแฝงตอนตกลงเปอร์เซ็นต์ คิดแค่ว่า 30% ก็เยอะแล้ว แต่พอหักค่าแพ็กกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออกไป เหลือกำไรจริงไม่ถึงครึ่งของ 30% นั้น ก่อนตกลงเปอร์เซ็นต์ ให้คำนวณต้นทุนแฝงทั้งหมดก่อนเสมอ ตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อแรก

พลาดข้อที่สาม ไม่มีกำหนดเวลาชัดว่าของจะฝากขายได้นานแค่ไหน ของบางชิ้นค้างอยู่หน้าร้านเป็นปี กินพื้นที่แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง เจ้าของของก็ลืมไปแล้วว่าเคยฝากไว้ ให้กำหนดวันหมดอายุของข้อตกลงตั้งแต่แรก เช่น 60 วันหรือ 90 วัน แล้วแจ้งเตือนก่อนครบกำหนดเสมอ

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้เปิดดูก่อนว่าตอนนี้ร้านมีของฝากขายจากใครอยู่บ้าง กี่เจ้า กี่ชิ้น

เขียนข้อตกลงห้าข้อตามที่แนะนำไว้ข้างบน ส่งให้เจ้าของของแต่ละคนดูอีกครั้ง แม้จะเคยฝากกันมานานแล้วก็ตาม

ถ้ายังไม่เคยคำนวณต้นทุนแฝงต่อชิ้น ให้ลองคิดดูคืนนี้เลยหนึ่งรายการ จะได้รู้ว่าเปอร์เซ็นต์ที่ตกลงไว้ยังเหมาะสมอยู่ไหม

ทำแค่นี้ ความเข้าใจผิดเรื่องเงินระหว่างร้านกับเจ้าของของจะลดลงไปมาก

อ่านต่อ