ใจคนขาย และกฎที่ต้องรู้

ขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษีตอนไหน

อ่านจบแล้วคุณจะรู้ทันทีว่ารายได้เท่าไหร่ต้องเริ่มยื่นภาษี ต้องเก็บใบเสร็จอะไรบ้าง และจังหวะไหนที่ควรจ้างคนทำบัญชีมาช่วยจัดการให้ถูกต้อง

2026-08-02 · อ่าน 8 นาที

ถ้าคุณเปิดร้านขายของออนไลน์ใน Shopee, TikTok หรือขยันโพสต์ขายในเฟซบุ๊กส่วนตัวจนเริ่มมีเงินโอนเข้าบัญชีทุกวัน สิ่งหนึ่งที่มักจะตามมาคู่กับยอดขายคือความกังวลเรื่องภาษี หลายคนเลือกที่จะเงียบไว้เพราะกลัวว่าถ้าไปยื่นแล้วจะโดนเรียกเก็บย้อนหลังมหาศาล หรือบางคนก็คิดว่าเรายังขายได้ไม่เยอะ รายได้แค่หลักหมื่นต่อเดือนคงไม่ต้องทำอะไร แต่ในความเป็นจริง กรมสรรพากรมีตัวเลขที่ขีดเส้นตายไว้ชัดเจนว่าเมื่อไหร่ที่คุณ "ต้อง" เดินเข้าไปแสดงตัว

รายได้เท่าไหร่ถึงต้องยื่นภาษี (ตัวเลขที่ต้องจดไว้ในใจ)

เรื่องแรกที่คุณต้องแยกให้ขาดคือ คำว่า "ยื่นภาษี" กับ "เสียภาษี" ไม่เหมือนกัน การยื่นภาษีคือการบอกรัฐว่าปีนี้คุณหาเงินได้เท่าไหร่ ส่วนจะเสียเงินภาษีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วคุณเหลือเงินถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายไหม

เกณฑ์ที่คุณต้องเริ่มยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือ ถ้าคุณเป็นคนโสดและมีรายได้จากการขายของตลอดทั้งปีเกิน 60,000 บาท คุณมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแล้ว ลองคิดดูง่าย ๆ ว่าถ้าคุณขายของได้เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท เพียงแค่ 12 เดือนคุณก็มีรายได้รวม 60,000 บาท ซึ่งแปลว่าคุณเข้าเกณฑ์ต้องยื่นทันที แม้ว่ากำไรต่อชิ้นของคุณจะน้อยแค่ไหนก็ตาม

แต่ถ้าคุณจดทะเบียนสมรสแล้ว เกณฑ์รายได้จะขยับขึ้นไปเป็น 120,000 บาทต่อปีถึงจะต้องยื่น สิ่งที่คนขายของออนไลน์มักเข้าใจผิดคือ "รอให้มีกำไรก่อนค่อยยื่น" ซึ่งเป็นความคิดที่เสี่ยงมาก เพราะกรมสรรพากรเขานับจาก "รายรับ" หรือยอดขายก่อนหักต้นทุนทุกบาททุกสตางค์ที่ลูกค้าโอนให้คุณ

เช็กยอดโอนในบัญชี กฎ 400 ครั้งที่คนขายออนไลน์ต้องรู้

ตอนนี้ธนาคารมีหน้าที่ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ถ้าบัญชีของคุณมีรายการเข้าข่ายตามนี้

  • มีการโอนเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี (เฉลี่ยวันละ 8-9 ครั้ง) ไม่ว่ายอดรวมจะเป็นเงินกี่บาทก็ตาม
  • มีการโอนเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปต่อปี "และ" มียอดเงินรวมกันเกิน 2 ล้านบาท

ตัวอย่างเช่น คุณขายน้ำพริกกระปุกละ 35 บาท มีลูกค้าโอนเงินให้คุณวันละ 10 คน รวมทั้งปีคุณจะมีรายการโอนเข้าประมาณ 3,650 ครั้ง แบบนี้ธนาคารจะส่งชื่อและข้อมูลบัญชีของคุณให้สรรพากรทันที แม้ว่าเงินรวมกันอาจจะไม่ถึงล้านบาทก็ตาม ดังนั้นคุณควรเริ่มจดบันทึกยอดขายแยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีร้านออกจากกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เวลาตรวจสอบคุณจะได้อธิบายได้ว่ายอดไหนคือค่ากับข้าว ยอดไหนคือเงินที่ลูกค้าโอนมา

เอกสาร 3 อย่างที่คุณต้องเริ่มเก็บใส่กล่องตั้งแต่วันนี้

การขายของออนไลน์มักจะไม่มีหน้าร้าน ทำให้เอกสารมักจะกระจัดกระจายอยู่ในแชทบ้าง ในแอปขนส่งบ้าง ถ้าคุณไม่อยากปวดหัวตอนต้องคำนวณภาษี ให้หาตะกร้าหรือแฟ้มมาหนึ่งใบแล้วเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้

  1. ใบเสร็จค่าของและค่าวัตถุดิบ: ไม่ว่าคุณจะไปซื้อเสื้อผ้าประตูน้ำมาขายต่อ หรือซื้อกระปุกแก้วมาใส่น้ำพริก ทุกครั้งที่จ่ายเงินต้องขอใบเสร็จรับเงินที่มีชื่อร้านผู้ขายชัดเจน ถ้าเป็นไปได้ควรให้เขาลงชื่อคุณเป็นผู้ซื้อด้วย เอกสารนี้สำคัญมากถ้าคุณเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง
  2. ใบเสร็จค่าขนส่ง: สลิปจาก Flash, J&T, Kerry หรือไปรษณีย์ไทยที่คุณไปส่งของทุกเย็น อย่าทิ้งเด็ดขาด ยอดเงิน 30 บาท 50 บาท เมื่อรวมกันทั้งปีอาจเป็นเงินหลายหมื่นบาท ซึ่งใช้ลดหย่อนภาษีได้มหาศาล
  3. บันทึกรายรับ-รายจ่ายรายวัน: จดง่าย ๆ ในสมุดหรือไฟล์ Excel ว่าวันนี้ขายได้กี่ออเดอร์ เป็นเงินเท่าไหร่ และมีค่าโฆษณายิงแอดเฟซบุ๊กไปกี่บาท การมีบันทึกที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณคุยกับเจ้าหน้าที่ได้ง่ายขึ้นเมื่อถูกเรียกตรวจ

วิธีคำนวณภาษีแบบง่าย ๆ ที่คุณกดเครื่องคิดเลขตามได้เลย

คนขายของออนไลน์ส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทรายได้มาตรา 40(8) ซึ่งเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือหักแบบเหมา 60% หรือหักตามจริง

รายการ ตัวอย่างร้านขายเสื้อผ้า (ยอดขาย 1,000,000 บาท)
ยอดขายรวมทั้งปี 1,000,000 บาท
หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (60%) 600,000 บาท
คงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 400,000 บาท
หักลดหย่อนส่วนตัว (พื้นฐาน) 60,000 บาท
เงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี 340,000 บาท

จากตัวอย่างนี้ ถ้าคุณมียอดขาย 1 ล้านบาท และไม่มีตัวช่วยลดหย่อนอื่น ๆ เลย คุณจะต้องเสียภาษีประมาณ 11,500 บาทต่อปี (คำนวณตามขั้นบันได) แต่ถ้าคุณมีลูก มีพ่อแม่ที่ต้องดูแล หรือจ่ายประกันสังคมและประกันชีวิต ยอดภาษีนี้จะลดลงไปอีกจนอาจไม่ต้องเสียเลยก็ได้

ข้อควรระวังคือ ถ้าคุณรู้ตัวว่าต้นทุนของที่คุณซื้อมาขายนั้นสูงมาก เช่น รับมา 80 บาท ขาย 100 บาท (ต้นทุนคือ 80%) การเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% จะทำให้คุณดูเหมือนมีกำไรเยอะเกินจริงและต้องเสียภาษีแพง ในกรณีนี้การเก็บใบเสร็จเพื่อ "หักตามจริง" จะคุ้มค่ากว่ามาก

ตัวเลข 1.8 ล้านบาท เส้นตายที่ต้องระวังให้ดี

ถ้าคุณขายดีจนยอดขายรวม (ไม่ใช่กำไร) เกิน 1,800,000 บาทต่อปี นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะคุณต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 7% ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดขายเกินเกณฑ์

เมื่อเข้าสู่ระบบ VAT คุณจะมีหน้าที่เก็บภาษีเพิ่มจากลูกค้า 7% เพื่อนำส่งรัฐทุกเดือน และคุณก็สามารถนำภาษีที่คุณจ่ายตอนซื้อของมาหักลบได้ หลายคนพลาดตรงที่ยอดขายเกินไปแล้วแต่ไม่รู้ตัว ผ่านไปหนึ่งปีสรรพากรมาตรวจเจอ คุณจะโดนค่าปรับและเงินเพิ่มที่อาจจะแพงกว่ากำไรที่คุณทำมาทั้งปีเสียอีก ดังนั้นถ้าเห็นว่ายอดขายต่อเดือนเริ่มแตะ 150,000 บาท ให้เตรียมตัวเรื่องนี้ได้เลย

เมื่อไหร่ที่คุณควรเลิกทำเองแล้วไปจ้างคนทำบัญชี

คุณไม่จำเป็นต้องจ้างคนทำบัญชีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มขาย แต่ควรพิจารณาจ้างเมื่อเจอสถานการณ์เหล่านี้

  • ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี: งานเอกสาร VAT จะเยอะและจุกจิกมาก ถ้าทำพลาดนิดเดียวค่าปรับไม่คุ้มเลย การจ้างมืออาชีพเดือนละไม่กี่พันบาทจะช่วยประหยัดเงินค่าปรับได้มากกว่า
  • เริ่มทำเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน: ถ้าคุณอยากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อความน่าเชื่อถือหรือเพื่อประหยัดภาษีในกรณีที่กำไรเยอะ ๆ กฎหมายบังคับว่าต้องมีผู้สอบบัญชีและคนทำบัญชีเซ็นรับรอง
  • เอกสารเริ่มกองเต็มบ้านจนจัดการไม่ไหว: ถ้าวัน ๆ คุณต้องแพ็กของ ตอบแชท และวิ่งส่งของจนไม่มีเวลามานั่งแยกใบเสร็จ การจ้างพาร์ทไทม์หรือสำนักงานบัญชีมาช่วยจัดระเบียบจะช่วยให้คุณโฟกัสกับการขายได้เต็มที่

การจ้างคนทำบัญชีไม่ใช่รายจ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการซื้อความสบายใจและซื้อเวลาคืนมาให้คุณไปคิดกลยุทธ์ขายของให้ได้เงินมากขึ้น

สรุปสั้น ๆ

ถ้าคุณเป็นคนโสดและขายของได้เกินปีละ 60,000 บาท ให้เริ่มจดบันทึกรายรับรายจ่ายและเก็บใบเสร็จค่าของค่าขนส่งไว้ในแฟ้มทันที เมื่อยอดขายเริ่มเข้าใกล้ 1.8 ล้านบาทต่อปี ให้รีบปรึกษาคนทำบัญชีเพื่อเตรียมจด VAT และวางแผนภาษีให้ถูกต้องก่อนจะโดนเรียกเก็บย้อนหลัง

อ่านต่อ