ใจคนขาย และกฎที่ต้องรู้

ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีตอนไหน เช็กให้ชัดก่อนสายเกินแก้

หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีเริ่มนับตอนเงินเข้าบัญชีเกินสองล้าน จริง ๆ แล้วมีหน้าที่ยื่นตั้งแต่รายได้เกินหกหมื่นบาทต่อปี

2026-08-02 · อ่าน 9 นาที

เย็นวันหนึ่งหลังปิดร้าน คุณนั่งไล่ยอดขายเดือนนี้ในสมุด แล้วสะดุดกับตัวเลขที่บวกไปเรื่อย ๆ จนเกินล้านบาท

เปิดไลน์ถามเพื่อนที่ขายของเหมือนกัน คนหนึ่งบอกว่าไม่ต้องเสียภาษี เพราะเงินเข้าบัญชียังไม่ถึงสองล้าน อีกคนบอกว่าต้องเสียแน่ เพราะเคยได้ยินเรื่องธนาคารแจ้งสรรพากร

ปิดไลน์แล้วก็ยังไม่รู้คำตอบเหมือนเดิม เรื่องนี้เก็บไว้ในใจ แล้วก็ลืมไป จนกว่าจะเจอคำถามเดิมอีกครั้งเดือนหน้า ตอนเริ่มขาย ไม่มีใครสอนเรื่องนี้ มีแต่สอนเรื่องถ่ายรูปกับปิดการขาย

ทำไมเรื่องนี้ถึงงงกันทั้งวงการ

ความสับสนเกิดจากข่าว "ธนาคารรายงานสรรพากร" ที่แชร์กันเยอะเมื่อหลายปีก่อน คนจำได้แค่ตัวเลข 3,000 ครั้งกับ 2 ล้านบาท แต่ไม่มีใครอธิบายว่าตัวเลขนี้คืออะไรกันแน่

ความจริงมันเป็นแค่กฎให้ธนาคารส่งรายชื่อบัญชีที่มีเงินเข้าถี่ผิดปกติ ให้สรรพากรเห็นเฉย ๆ ไม่ใช่เส้นแบ่งว่าใครต้องเสียภาษี หน้าที่เสียภาษีมีมาตั้งแต่วันแรกที่ร้านคุณมีกำไร คนละเรื่องกันเลย พอสองเรื่องนี้ถูกพูดปนกันในกลุ่มไลน์ แม่ค้าที่เงินเข้าไม่ถึงเกณฑ์ธนาคาร เลยเข้าใจผิดว่าตัวเองไม่ต้องยื่นภาษีเลย

เกณฑ์ธนาคารแจ้งสรรพากร คืออะไรกันแน่

กฎนี้บังคับให้ธนาคารทุกแห่งรายงานบัญชีที่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งใน ปีเดียวกัน ให้กรมสรรพากร

  • มีเงินเข้าบัญชี 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี ไม่ว่ายอดรวมจะเท่าไหร่
  • มีเงินเข้าบัญชี 400 ครั้งขึ้นไป และยอดรวมเกิน 2 ล้านบาทต่อปี

สังเกตว่าเป็นเงื่อนไข "หรือ" ไม่ใช่ "และ" แค่เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็ถูกรายงานแล้ว และนับแยกทีละบัญชี ทีละธนาคาร ไม่ได้รวมทุกบัญชีที่คุณมี

ลองคิดเป็นตัวเลขต่อวันดู 3,000 ครั้งต่อปี เฉลี่ยวันละประมาณ 8 ครั้ง ร้านที่มีลูกค้าโอนเงินเข้าวันละสิบกว่าออเดอร์ แตะเกณฑ์นี้ได้ไม่ยาก

แต่ต่อให้ร้านไหนโอนเข้าวันละสองสามครั้งเท่านั้น ไม่ถึง 3,000 ครั้งแน่ ๆ ร้านนั้นก็ยังต้องยื่นภาษีตามปกติอยู่ดี เพราะเกณฑ์นี้ไม่เกี่ยวกับหน้าที่เสียภาษีเลย มันแค่ทำให้สรรพากรเห็นบัญชีคุณง่ายขึ้นเท่านั้น

ร้านที่ถูกธนาคารรายงานไปแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าโดนเรียกเก็บภาษีทันที สรรพากรแค่มีข้อมูลไว้เทียบกับยอดที่คุณยื่นตอนสิ้นปี ถ้ายื่นภาษีถูกต้องตามรายได้จริงอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวล

ภาษีเริ่มนับตั้งแต่บาทแรกที่มีกำไร

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ ต่อให้เงินเข้าบัญชีไม่ถึงเกณฑ์ธนาคารเลยสักข้อ คุณก็ยังมีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้เหมือนเดิม

หน้าที่เสียภาษีเกิดจากการมีกำไร ไม่ได้เกิดจากเกณฑ์รายงานของธนาคาร ตัวเลข 3,000 ครั้งกับ 2 ล้านบาท เป็นแค่กลไกช่วยสรรพากรมองเห็นธุรกรรมใหญ่เท่านั้น

รายได้จากการขายของออนไลน์ กฎหมายเรียกว่าเงินได้ประเภท 40(8) คนที่มีเงินได้แบบนี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ไม่ใช่ ภ.ง.ด.91 ที่ใช้กับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว

ถ้ามีทั้งเงินเดือนประจำและขายของออนไลน์ไปด้วย ก็ยังใช้แบบ ภ.ง.ด.90 เหมือนกัน แค่กรอกรายได้ทั้งสองทางรวมกันในแบบเดียว ไม่ต้องแยกยื่นสองใบ

เงินได้สุทธิของคุณต้องเกิน 150,000 บาทต่อปีก่อน ถึงจะเริ่มเสียภาษีจริง แต่ถ้ามีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นแบบไว้ก่อน แม้สุดท้ายคำนวณแล้วไม่ต้องจ่ายเลยก็ตาม

พูดง่าย ๆ คือ ร้านเล็กแค่ไหนก็มีหน้าที่ยื่น ต่างกันแค่ยื่นแล้วต้องจ่ายหรือไม่ต้องจ่ายเท่านั้นเอง

ยิ่งยื่นตั้งแต่รายได้ยังน้อย ยิ่งฝึกระบบจดบันทึกไว้แต่เนิ่น ๆ พอร้านโตขึ้นจนรายได้เยอะจริง คุณจะไม่ต้องมานั่งไล่ย้อนหลังหลายปีทีเดียว

หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือตามจริง เลือกแบบไหนจ่ายน้อยกว่า

ก่อนคำนวณภาษี ต้องหักค่าใช้จ่ายออกจากรายได้ก่อน กฎหมายให้เลือกได้สองวิธี เลือกวิธีเดียวสำหรับรายได้ก้อนนั้นทั้งปี

วิธีที่หนึ่ง หักเหมา 60% ไม่ต้องมีบิลใบเสร็จเลยสักใบ รายได้ 500,000 บาท หักออกได้ทันที 300,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 200,000 บาท ก่อนหักลดหย่อนอื่น

วิธีนี้เหมาะกับร้านที่ต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% ของรายได้ เช่น ขายเสื้อผ้าทำเอง ขายของแฮนด์เมด ที่กำไรต่อชิ้นค่อนข้างสูง

วิธีที่สอง หักตามจริง ต้องรวมค่าใช้จ่ายที่มีหลักฐานจริงทุกบาท ค่าสินค้า ค่าแพ็กกิ้ง ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ค่าเช่าที่เก็บของ เก็บบิลไว้ให้ครบ

วิธีนี้เหมาะกับร้านที่ต้นทุนจริงสูงกว่า 60% เช่น ร้านขายมือถือ ขายทองคำ ที่กำไรต่อชิ้นบางมาก ถ้าหักเหมาจะเสียภาษีเกินจริง

ลองเทียบร้านที่มีรายได้ 500,000 บาทต่อปี ต้นทุนจริง 350,000 บาท คิดเป็น 70% ของรายได้ ถ้าหักเหมา 60% หักได้แค่ 300,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 200,000 บาท

แต่ถ้าหักตามจริง หักได้เต็ม 350,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิแค่ 150,000 บาท ร้านนี้เลือกหักตามจริงจะจ่ายภาษีน้อยกว่าแน่นอน แค่ต้องเก็บบิลให้ครบเท่านั้น

วิธีเช็กง่าย ๆ ว่าร้านตัวเองต้นทุนกี่เปอร์เซ็นต์ เอาต้นทุนสินค้ารวมค่าส่งค่าแพ็กทั้งปี หารด้วยยอดขายทั้งปี แล้วคูณร้อย ถ้าได้เกิน 60 ให้เก็บบิลไว้เผื่อเลือกหักตามจริง ถ้าต่ำกว่า 60 หักเหมาง่ายกว่าและไม่ต้องเสี่ยงบิลหาย

VAT เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ของขึ้นห้างต้องรู้ก่อน

ภาษีเงินได้กับภาษีมูลค่าเพิ่มคนละเรื่องกัน แต่แม่ค้าหลายคนปนกัน จนพลาดจดทะเบียนไม่ทัน

ถ้ายอดขายของร้านเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องไปจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดขายเกินเกณฑ์ ไม่ใช่รอสิ้นปีค่อยไปจด

หลังจดแล้ว ต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้าเพิ่มในราคาขาย และต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าเดือนนั้นจะขายได้หรือไม่ได้ก็ต้องยื่น

ร้านที่ยอดโตเร็ว ของขึ้นห้างต่อเนื่อง ควรเช็กยอดสะสมทุกเดือน อย่ารอให้สรรพากรทักก่อนถึงจะรู้ตัวว่าเกินเกณฑ์มาหลายเดือนแล้ว เพราะจะมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมา

ร้านที่ยอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ไม่ต้องจด VAT ก็ขายได้ตามปกติ ไม่ต้องรีบไปจดล่วงหน้าเผื่อไว้ เพราะจดแล้วต้องยื่นทุกเดือนทันที เพิ่มงานเอกสารโดยไม่จำเป็น

ปฏิทินยื่นภาษี ยื่นตอนไหน เตรียมอะไรไว้ก่อน

คนขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา มีรอบยื่นภาษีปีละสองครั้ง จำสองวันนี้ไว้ก็พอ

  • ภ.ง.ด.94 ยื่นรายได้ครึ่งปีแรก มกราคมถึงมิถุนายน ยื่นภายในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน
  • ภ.ง.ด.90 ยื่นรายได้ทั้งปี ยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป ยื่นออนไลน์มักขยายเวลาให้อีกไม่กี่วัน

ก่อนถึงวันยื่น เตรียมสามอย่างนี้ไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องนั่งไล่หาตอนใกล้เส้นตาย

  1. สรุปยอดขายทั้งปี แยกเป็นรายเดือน จากสมุดจดหรือระบบที่ใช้อยู่
  2. ใบหัก ณ ที่จ่าย หรือ 50 ทวิ ถ้ามีคนจ่ายเงินให้แล้วหักภาษีไว้ก่อน เอามาเครดิตคืนได้
  3. บิลค่าใช้จ่าย ถ้าเลือกหักตามจริง เก็บให้ครบทุกใบ ตั้งแต่ค่าสินค้าไปจนถึงค่าส่ง

ปีไหนไม่แน่ใจว่าคำนวณเองถูกไหม ลองปรึกษาสำนักงานบัญชีสักครั้ง ค่าจ้างไม่กี่พันบาท แลกกับความสบายใจว่ายื่นถูกต้อง คุ้มกว่าจ่ายเบี้ยปรับย้อนหลังทีหลังเยอะ

ถ้ายังไม่เคยยื่นภาษีเงินได้จากการขายของเลย อย่ารอให้ครบปีถัดไปแล้วค่อยเริ่ม เริ่มรวบรวมยอดขายตั้งแต่เดือนนี้ พอถึงเดือนมีนาคมจะได้มีตัวเลขพร้อมยื่นทันที

ของจริงจากหน้าร้าน

ลองดูตัวอย่างสมมติร้านขายเครื่องสำอาง มีรายได้ทั้งปี 600,000 บาท ต้นทุนจริงรวมค่าแพ็กและค่าส่งอยู่ที่ 250,000 บาท คิดเป็นประมาณ 42% ของรายได้

รายการหักเหมา 60%หักตามจริง
รายได้ทั้งปี600,000 บาท600,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย360,000 บาท250,000 บาท
เงินได้สุทธิก่อนลดหย่อน240,000 บาท350,000 บาท
หักลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาท60,000 บาท
เงินได้สุทธิที่เสียภาษี180,000 บาท290,000 บาท

ร้านนี้ต้นทุนจริงต่ำกว่า 60% ของรายได้ หักเหมาจึงคุ้มกว่าชัดเจน เงินได้สุทธิเหลือแค่ 180,000 บาท เทียบกับ 290,000 บาทถ้าหักตามจริง ส่วนต่างเงินได้สุทธิ 110,000 บาท คิดเป็นภาษีที่ประหยัดได้หลายพันบาท

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้แทนการคำนวณจริงได้ทันที อัตราภาษีจริงเป็นแบบขั้นบันได ต้องคำนวณตามเงินได้สุทธิที่แท้จริงของแต่ละคน

อัตราภาษีขั้นบันไดของไทย เริ่มจาก 150,000 บาทแรกไม่เสียภาษีเลย ส่วนที่เกินไปแต่ละช่วง เสียเพิ่มขึ้นทีละขั้น ตั้งแต่ 5% ไปจนถึง 35% สำหรับคนที่มีเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาทต่อปี

ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ที่ยอดขายหลักแสนถึงหลักล้านต้น ๆ เงินได้สุทธิมักอยู่ในช่วง 5% ถึง 15% เท่านั้น ไม่ได้สูงลิ่วอย่างที่หลายคนกลัวตอนแรก ยิ่งมีลดหย่อนอื่นเพิ่ม เช่น ประกันสังคม เงินบริจาค ยิ่งจ่ายน้อยลงไปอีก

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก เข้าใจว่าเกณฑ์ธนาคารคือเกณฑ์เสียภาษี คิดว่าถ้าเงินเข้าไม่ถึง 3,000 ครั้ง ไม่ถึง 2 ล้านบาท แปลว่าไม่ต้องยื่นภาษี ความจริงต้องยื่นตั้งแต่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปีแล้ว

พลาดข้อที่สอง เลือกหักตามจริงแต่ไม่เก็บบิล พอถึงเวลายื่นจริง หาบิลเก่าไม่เจอ ต้องยอมหักเหมาทั้งที่ต้นทุนจริงสูงกว่า เสียภาษีแพงกว่าที่ควรจะเป็น ให้ถ่ายรูปบิลเก็บในโฟลเดอร์ทุกครั้งที่จ่าย

พลาดข้อที่สาม ไม่เช็กยอดขายสะสมจนเกิน 1.8 ล้านโดยไม่รู้ตัว ร้านที่ของขึ้นห้างเร็วในช่วงเทศกาล ยอดพุ่งเกินเกณฑ์ VAT ได้ในไม่กี่เดือน ถ้าไม่จดทะเบียนให้ทันภายใน 30 วัน จะโดนเบี้ยปรับย้อนหลัง

ทั้งสามข้อนี้แก้ได้ด้วยนิสัยเดียวกันหมด คือเปิดสมุดหรือไฟล์บันทึกยอดขายทุกสิ้นเดือน แล้วเช็กตัวเลขสะสมกับตัวเองสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอให้ใครมาเตือนก่อน

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้เปิดสมุดหรือแอปที่จดยอดขาย รวมตัวเลขทั้งปีนี้ดูคร่าว ๆ ว่าเกิน 60,000 บาทหรือยัง ถ้าเกิน แปลว่าคุณมีหน้าที่ยื่นภาษีแล้ว ไม่ว่าเงินเข้าบัญชีจะถี่แค่ไหน

ลองคำนวณคร่าว ๆ ทั้งสองแบบ หักเหมา 60% กับหักตามจริงจากต้นทุนที่พอจำได้ ดูว่าแบบไหนน่าจะคุ้มกว่าสำหรับร้านคุณ

จดวันที่ 31 มีนาคมไว้ในปฏิทินมือถือตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่ต้องมานั่งงงตอนใกล้เส้นตายเหมือนที่ผ่านมา ทำครั้งเดียวปีนี้ให้เป็นระบบ ปีต่อไปจะยื่นภาษีได้เร็วขึ้นทุกปี

อ่านต่อ