ขายบนแพลตฟอร์ม

ตั้งชื่อสินค้าใน Shopee ให้คนค้นเจอ สูตรที่ทำตามได้เลย

เปลี่ยนแค่คำในชื่อสินค้า ไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณา ก็ทำให้ลูกค้าเจอร้านคุณในช่องค้นหาได้มากขึ้น พร้อมสูตรตั้งชื่อและวิธีเช็คผลจริงทีละขั้นตอน

2026-07-11 · อ่าน 9 นาที

คุณตั้งชื่อสินค้าว่า "กระเป๋าผ้าแฟชั่น สีดำ" แล้วอัปโหลดเข้า Shopee เมื่อคืนนี้ เช้านี้เปิดมาดูยอดคนเข้าชม ตัวเลขนิ่งอยู่ที่สิบกว่าคน ทั้งที่สินค้าตัวเดียวกันของร้านอื่นมีคนเข้าชมหลักร้อยต่อวัน

ลองพิมพ์คำว่า "กระเป๋าผ้า" ในช่องค้นหาดูเอง สินค้าของคุณอยู่หน้าไหนก็ไม่รู้ เลื่อนจนเมื่อยนิ้วก็ยังไม่เจอ ทั้งที่รูปสวย ราคาก็ไม่ได้แพงกว่าใคร

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปหรือราคา อยู่ที่ชื่อสินค้าที่ตั้งไว้ ไม่ตรงกับคำที่ลูกค้าพิมพ์ค้นหาจริง ๆ

ทำไมชื่อสินค้าถึงเป็นตัวตัดสินว่าใครเจอร้านคุณ

ระบบค้นหาของ Shopee ทำงานเหมือนบรรณารักษ์ที่ไม่เคยเห็นสินค้าคุณตัวจริง มันอ่านได้แค่ตัวหนังสือในชื่อสินค้า แล้วจับคู่กับคำที่ลูกค้าพิมพ์ในช่องค้นหา ถ้าชื่อสินค้าไม่มีคำที่ลูกค้าพิมพ์ ต่อให้สินค้าดีแค่ไหน รูปสวยแค่ไหน ระบบก็ไม่เอาสินค้าคุณไปโชว์ให้เขาเห็น

คนขายส่วนใหญ่ตั้งชื่อสินค้าแบบที่ตัวเองพูดถึงมันในชีวิตจริง เช่น "กระเป๋าผ้าแฟชั่น สีดำ" ซึ่งฟังดูโอเคในหูคนขาย แต่ลูกค้าที่กำลังหาซื้อพิมพ์คำอื่น เช่น "กระเป๋าผ้าสะพายข้างผู้หญิง" หรือ "กระเป๋าผ้าใส่โน้ตบุ๊ก" คำพวกนี้ไม่มีอยู่ในชื่อสินค้าเลยสักคำ ต่อให้สินค้าตรงเป๊ะก็เจอกันไม่ได้

โครงชื่อสินค้าที่ Shopee จับคู่กับคำค้นหาได้ง่าย

ชื่อสินค้าที่ทำงานได้จริง ไม่ได้แต่งให้สวย แต่แต่งให้ครบตามลำดับนี้ ประเภทสินค้า บวก จุดเด่นหรือการใช้งาน บวก กลุ่มผู้ใช้ บวก สีหรือขนาด บวก คำเรียกอื่นที่คนพิมพ์กัน

ลองเทียบสองแบบนี้ดู

แบบเดิม

"กระเป๋าผ้าแฟชั่น สีดำ"

แบบที่ค้นเจอง่ายขึ้น

"กระเป๋าผ้าสะพายข้าง ผู้หญิง ใส่โน้ตบุ๊กได้ กันน้ำ สีดำ กระเป๋าถือทำงาน"

ชื่อที่สองยาวกว่าก็จริง แต่มีคำที่คนพิมพ์ค้นหาอยู่ครบ ทั้งประเภทสินค้า การใช้งาน กลุ่มคนใช้ และสี ระบบมีโอกาสจับคู่คำได้มากกว่าเดิมหลายเท่า

สิ่งสำคัญคือ คำที่สำคัญที่สุดต้องอยู่หน้าสุด เพราะหน้าจอมือถือโชว์ชื่อสินค้าได้ไม่กี่ตัวอักษรก่อนตัดคำ ถ้าคำเด็ดไปอยู่ท้ายชื่อ ลูกค้าจะไม่เห็นมันเลยตอนเลื่อนดูรายการสินค้า

หาคำที่ลูกค้าพิมพ์จริง ไม่ใช่คำที่คุณคิดเอง

วิธีง่ายที่สุดและไม่ต้องเสียเงินสักบาท คือเปิดแอป Shopee แล้วพิมพ์คำหลักของสินค้าคุณลงในช่องค้นหา ยังไม่ต้องกดค้นหา แค่พิมพ์แล้วดูรายการคำแนะนำที่โผล่ขึ้นมาใต้ช่อง นั่นคือคำที่คนอื่นพิมพ์ค้นหาบ่อยจริง ๆ ไม่ใช่คำที่คุณนึกเอาเอง

เช่น พิมพ์คำว่า "กระเป๋าผ้า" ระบบอาจแนะนำ "กระเป๋าผ้าแคนวาส" "กระเป๋าผ้าสะพายข้าง" "กระเป๋าผ้าใส่ของ" "กระเป๋าผ้าราคาถูก" เก็บคำพวกนี้ไว้เป็นตัวเลือกสำหรับใส่ในชื่อสินค้า

ขั้นต่อไปคือเปิดดูร้านที่ขายสินค้าคล้ายกันแล้วอยู่อันดับต้น ๆ ของหน้าค้นหา ดูว่าเขาใช้คำไหนซ้ำกันบ้าง คำที่หลายร้านใช้ตรงกันมักเป็นคำที่ลูกค้าพิมพ์จริง เพราะร้านที่ขายดีมักผ่านการทดลองปรับชื่อมาแล้วหลายรอบ

อย่าลืมคำที่คนไทยพูดกันแบบไม่เป็นทางการด้วย เช่น แทนที่จะใช้แค่คำว่า "ไซซ์ใหญ่" ให้ลองใส่คำว่า "ไซซ์ใหญ่พิเศษ" หรือ "งานปัก" แทน "ปักลาย" เพราะคนพิมพ์ค้นหาด้วยคำที่เขาคุ้นปาก ไม่ใช่คำที่ดูเป็นทางการในแคตตาล็อก

แต่ละหมวดสินค้ามีคำที่คนพิมพ์ค้นหาไม่เหมือนกัน ลองดูตัวอย่างคำที่มักได้ผลในแต่ละกลุ่ม

  • เสื้อผ้า คนมักพิมพ์ตามการใช้งานก่อนรูปแบบ เช่น "เสื้อใส่ทำงาน" "เสื้อใส่ออกกำลังกาย" มากกว่าคำว่า "เสื้อคอกลม" เฉย ๆ
  • ของกินของแห้ง คนมักพิมพ์ชื่อเมนูหรือวัตถุดิบหลัก เช่น "หมูแดดเดียว" มากกว่าคำว่า "อาหารแปรรูป"
  • ของใช้ในบ้าน คนมักพิมพ์ปัญหาที่อยากแก้ เช่น "ที่เก็บของในครัวไม่เปลืองที่" มากกว่าชื่อรุ่นสินค้า
  • เครื่องประดับ คนมักพิมพ์โอกาสที่จะใส่ เช่น "สร้อยใส่ออกงาน" มากกว่าคำว่า "สร้อยคอเงินแท้" เพียงอย่างเดียว

ให้ลองพิมพ์ทั้งสี่แบบดูในช่องค้นหาของสินค้าคุณเอง แล้วเลือกคำที่ตรงกับหมวดสินค้าที่ขายจริงมาผสมกับคำอื่นในชื่อ

ใส่คำให้ครบภายในความยาวที่กำหนด และตั้งชื่อให้ต่างกันในแต่ละตัวเลือก

Shopee จำกัดความยาวชื่อสินค้าไว้ประมาณ 120 ตัวอักษร รวมเว้นวรรค ถ้าใส่คำเยอะเกินจนล้น ระบบจะตัดท้ายทิ้งไปเอง คุณจึงต้องเลือกคำที่สำคัญที่สุดใส่ก่อน แล้วค่อยเติมคำรองท้าย ๆ

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยคือยัดคำซ้ำ ๆ เพื่อหวังให้ค้นเจอเยอะขึ้น เช่น "กระเป๋า กระเป๋าผ้า กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าแฟชั่น สีดำ" แบบนี้ไม่ได้ช่วยให้ค้นเจอมากขึ้นกว่าใส่คำละหนึ่งครั้ง แต่กลับทำให้ลูกค้าอ่านแล้วงง และดูเป็นร้านที่ไม่น่าเชื่อถือ

ลำดับที่แนะนำคือ วางคำค้นหาหลักที่สำคัญที่สุดไว้ต้นชื่อ ตามด้วยคุณสมบัติเด่นหนึ่งถึงสองอย่าง แล้วปิดท้ายด้วยสี ไซซ์ หรือรุ่น ถ้ามีที่ว่างเหลือค่อยเติมคำรองที่คนพิมพ์ค้นหาน้อยกว่าแต่ยังเกี่ยวข้อง

ตัวอย่างชื่อที่ใช้พื้นที่ครบแต่ยังอ่านลื่น "รองเท้าผ้าใบผู้หญิง สีขาว เดินสบาย ใส่ทำงานได้ พื้นนุ่ม ไซซ์ 36-40 รองเท้าผ้าใบแฟชั่น" ยาวประมาณ 60 กว่าตัวอักษร ยังเหลือพื้นที่ให้เติมคำอื่นได้อีก แต่ไม่จำเป็นต้องยัดจนเต็ม ถ้าคำที่มีอยู่ครอบคลุมพอแล้ว

ร้านที่ขายสินค้าคล้ายกันหลายแบบ เช่น เสื้อยืดสีเดียวกันแต่คนละลาย หรือกระเป๋าทรงเดียวกันแต่คนละขนาด มักตั้งชื่อเกือบเหมือนกันทุกตัว ปัญหาคือ Shopee อาจมองว่าสินค้าพวกนี้แข่งกันเองในการค้นหาคำเดียวกัน ทำให้ไม่มีตัวไหนขึ้นอันดับต้น ๆ ชัดเจนสักตัว

วิธีแก้คือให้แต่ละชื่อมีคำเฉพาะของตัวเองอย่างน้อยหนึ่งคำ นอกเหนือจากคำหลักที่ต้องมีเหมือนกัน เช่น

  • "กระเป๋าผ้าสะพายข้าง ทรงเล็ก ใส่มือถือกระเป๋าตัง สีดำ" สำหรับไซซ์เล็ก
  • "กระเป๋าผ้าสะพายข้าง ทรงใหญ่ ใส่โน้ตบุ๊กได้ สีดำ" สำหรับไซซ์ใหญ่

ทั้งสองชื่อยังมีคำว่า "กระเป๋าผ้าสะพายข้าง" และ "สีดำ" เหมือนกัน แต่คำว่า "ทรงเล็ก" กับ "ทรงใหญ่" ทำให้แต่ละตัวมีทางของตัวเอง ลูกค้าที่ค้นหาคำเจาะจงจะเจอตัวที่ตรงกับที่ต้องการจริง ไม่ใช่เจอสินค้าคล้ายกันสิบตัวแล้วเลือกไม่ถูก

เลือกหมวดหมู่และแอตทริบิวต์ให้ตรงกับคำในชื่อ

หลายร้านตั้งชื่อสินค้าได้ดีแล้ว แต่ลืมเช็คว่าเลือกหมวดหมู่ตอนลงสินค้าตรงกับสินค้าจริงหรือเปล่า ตอนลูกค้าค้นหาแล้วกดกรองผลลัพธ์ด้วยหมวดหมู่ เช่น กรองเฉพาะ "กระเป๋าสะพายข้าง" ถ้าสินค้าคุณไปอยู่ในหมวด "กระเป๋าเป้" ผิดหมวด ต่อให้ชื่อมีคำว่ากระเป๋าสะพายข้างอยู่ก็จะไม่ถูกกรองมาให้เห็น

วิธีเช็คง่าย ๆ คือเปิดสินค้าของร้านคู่แข่งที่ขายดีในหมวดเดียวกัน ดูว่าเขาเลือกหมวดหมู่ย่อยระดับไหน บาง Shopee ให้เลือกได้ลึกถึงสามระดับ ยิ่งเลือกลึกและตรงเท่าไหร่ สินค้าจะไปโผล่ในการค้นหาแบบกรองได้แม่นขึ้นเท่านั้น

เช็คพร้อมกันไปด้วยว่าแอตทริบิวต์ต่าง ๆ ที่ Shopee ให้กรอก เช่น สี วัสดุ ขนาด กรอกครบไหม เพราะลูกค้าหลายคนไม่ได้พิมพ์คำค้นหา แต่ใช้ตัวกรองด้านข้างเลือกสี เลือกวัสดุแทน ถ้าคุณไม่กรอกข้อมูลตรงนี้ สินค้าจะหลุดจากการกรองไปเลยทั้งที่ชื่อสินค้าเขียนไว้ถูกต้อง

เช็คว่าชื่อที่ตั้งใหม่ทำงานจริงไหม

แก้ชื่อเสร็จแล้วอย่าเพิ่งไปแก้ตัวอื่นต่อทันที ให้เปิดเมนู "ข้อมูลเชิงลึก" หรือหน้าสถิติสินค้าในศูนย์ผู้ขาย จดตัวเลขคนเข้าชมของวันนั้นไว้เป็นเส้นเริ่ม แล้วรอดูอย่างน้อยสามถึงห้าวัน เพราะระบบค้นหาต้องใช้เวลาเก็บข้อมูลสินค้าที่แก้ใหม่สักพัก ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วเห็นผลใน 1 ชั่วโมง

ถ้าครบห้าวันแล้วยอดคนเข้าชมยังไม่ขยับเลย ให้ลองสลับคำหลักตัวแรกดู เช่น จากที่ใช้คำว่า "กระเป๋าผ้า" นำหน้า ลองเปลี่ยนเป็น "กระเป๋าสะพายข้าง" นำหน้าแทน แล้ววัดผลอีกรอบ วิธีนี้ทำให้รู้ว่าคำไหนคือคำที่ลูกค้าร้านคุณพิมพ์ค้นหาจริง เพราะแต่ละหมวดสินค้าคำที่ได้ผลไม่เหมือนกัน

ของจริงจากหน้าร้าน

ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านขายกระเป๋าผ้า มีสินค้าตัวเดียวกันแต่ลองตั้งชื่อสามแบบในสามช่วงเวลา

ชื่อสินค้าที่ใช้คนเข้าชมต่อสัปดาห์คำสั่งซื้อต่อสัปดาห์
กระเป๋าผ้าแฟชั่น สีดำ85 คน3 ชิ้น
กระเป๋าผ้าสะพายข้าง สีดำ ใส่ของได้เยอะ210 คน9 ชิ้น
กระเป๋าผ้าสะพายข้าง ผู้หญิง ใส่โน้ตบุ๊กได้ กันน้ำ สีดำ340 คน15 ชิ้น

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกัน แต่ประเด็นที่อยากให้เห็นคือ การเติมคำที่ตรงกับสิ่งที่คนค้นหาจริง ทำให้คนเข้าชมเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าโดยที่สินค้า รูป และราคาไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลยสักอย่าง

สิ่งที่เปลี่ยนมีอย่างเดียวคือชื่อสินค้า ซึ่งแก้ครั้งเดียวแล้วใช้ได้ยาว ไม่ต้องแก้ซ้ำทุกสัปดาห์ ตราบใดที่ยังขายดีอยู่

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก แก้ชื่อบ่อยเกินไปจนระบบไม่ทันเก็บข้อมูล พอเห็นยอดไม่ขึ้นในวันสองวันก็รีบแก้ใหม่ทันที ทำแบบนี้ระบบจะไม่มีโอกาสสะสมข้อมูลว่าสินค้านี้ควรขึ้นตอนคนค้นหาคำไหน ให้ใจเย็น รอครบห้าวันก่อนค่อยตัดสินใจแก้รอบต่อไป

พลาดข้อที่สอง ใส่ชื่อแบรนด์ดังที่ไม่ได้ขายจริงเพื่อหวังคนค้นเจอ เช่น เอาชื่อแบรนด์ต่างประเทศมาใส่ในชื่อสินค้าทั้งที่ของไม่ใช่ของแบรนด์นั้น วิธีนี้อาจได้คนเข้าชมเพิ่มจริงในช่วงแรก แต่ผิดกฎของ Shopee เสี่ยงโดนลบสินค้าหรือโดนระงับร้าน ไม่คุ้มกับยอดที่ได้มา

พลาดข้อที่สาม ตั้งชื่อยาวเกินจนคำสำคัญไปอยู่ท้ายสุด บนหน้าจอมือถือที่ลูกค้าใช้ดูสินค้า ชื่อสินค้าจะโชว์ได้แค่ประมาณสองบรรทัดแรกก่อนถูกตัด ถ้าคำเด็ดที่สุดของสินค้าไปอยู่ท้ายชื่อ ลูกค้าจะไม่มีวันเห็นมันเลยตอนเลื่อนดูรายการ ให้ย้ายคำสำคัญที่สุดมาไว้หน้าสุดเสมอ

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้เลือกสินค้าที่ขายดีที่สุดของร้านมาหนึ่งตัวก่อนก็พอ เปิดแอป Shopee พิมพ์คำหลักของสินค้านั้นในช่องค้นหา แล้วจดคำแนะนำที่ระบบเสนอมาให้หมด

เอาคำที่ได้มาจัดเรียงตามสูตร ประเภทสินค้า บวก จุดเด่น บวก กลุ่มผู้ใช้ บวก สีหรือขนาด แล้วแก้ชื่อสินค้าตัวนั้นใหม่

จดยอดคนเข้าชมของวันนี้ไว้เป็นตัวเทียบ แล้วรอดูห้าวัน ถ้ายอดขยับขึ้น ค่อยทยอยแก้ชื่อสินค้าตัวอื่นตามสูตรเดียวกัน

ทำแค่นี้ คุณจะรู้เองว่าที่ผ่านมาสินค้าไม่ได้ขายไม่ออกเพราะของไม่ดี แต่เพราะลูกค้ายังหาร้านคุณไม่เจอ

อ่านต่อ