ร้านใหม่ใน Shopee ยังไม่มียอด เริ่มยังไงให้ติด
เจาะลึกวิธีปั้นร้าน Shopee จากศูนย์ให้เริ่มมีออเดอร์ภายใน 30 วัน พร้อมวิธีตั้งชื่อสินค้าให้คนหาเจอและเหตุผลที่คุณไม่ควรเสียเงินยิงโฆษณาตั้งแต่วันแรก
2026-07-12 · อ่าน 8 นาที
เปิดร้านใน Shopee มาหลายวันแล้วแต่ยอดขายยังเป็นศูนย์ ยอดคนเข้าชมก็น้อยจนน่าใจหาย สิ่งแรกที่คนขายของออนไลน์มือใหม่มักจะทำคือการกดปุ่ม "ยิงโฆษณา" เพราะหวังว่ามันจะช่วยให้คนเห็นร้านเรามากขึ้น แต่ในความเป็นจริง การทุ่มเงินไปกับโฆษณาตั้งแต่วันที่ร้านยังไม่มีรีวิวเลยแม้แต่อันเดียว คือการเอาเงินไปละลายทิ้งเปล่า ๆ เพราะพฤติกรรมคนซื้อใน Shopee นั้น ต่อให้เขาเห็นสินค้าของคุณจากโฆษณา แต่ถ้าเห็นว่ายอดขายเป็น 0 และไม่มีรีวิวจากผู้ซื้อคนอื่นเลย เขาก็จะกดปิดแล้วไปซื้อร้านที่มีรีวิวแทน
อย่าเพิ่งรีบจ่ายเงินค่าโฆษณา ถ้าในร้านยังไม่มีรีวิวสักอัน
ลองนึกภาพคุณเดินเข้าไปในตลาดแล้วเห็นร้านขายส้มตำสองร้าน ร้านแรกคนมุงเต็มเลย มีรูปดารามากิน มีรีวิวแปะหน้าร้าน ส่วนร้านที่สองเงียบสนิท ไม่มีคนนั่งเลยสักโต๊ะเดียว แม้ร้านที่สองจะตะโกนเรียกคุณเสียงดังแค่ไหน คุณก็มักจะเดินไปต่อคิวร้านแรกอยู่ดี การยิงโฆษณาใน Shopee ก็คือการตะโกนเรียกแขกนั่นเอง ถ้าหน้าร้านคุณยังดูไม่น่าเชื่อถือ การตะโกนไปก็เสียแรงเปล่า
ลองคำนวณง่าย ๆ ถ้าคุณตั้งงบโฆษณาไว้คลิกละ 5 บาท แล้วมีคนกดเข้ามาดู 20 คน คุณเสียเงินไปแล้ว 100 บาท แต่ถ้าทั้ง 20 คนนั้นไม่ซื้อเลยเพราะไม่กล้าเป็นคนแรกของร้าน คุณจะเสียเงินฟรีทันที ดังนั้นในช่วง 30 วันแรก เป้าหมายของคุณไม่ใช่การทำกำไรถล่มทลาย แต่คือการ "ทำบ้านให้พร้อมรับแขก" และ "หาลูกค้ารายแรกให้เจอ" โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณา
วันที่ 1-7: แต่งตัวให้สินค้าและใช้ชื่อที่คนค้นหาจริง ๆ
งานแรกที่คุณต้องทำคือการตั้งชื่อสินค้าใหม่ทั้งหมด ห้ามตั้งชื่อตามใจตัวเอง หรือตั้งสั้น ๆ แค่ชื่อสินค้าเด็ดขาด คุณต้องใช้ชื่อที่คนจะพิมพ์ค้นหาในช่องค้นหาของ Shopee
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขาย "สบู่สมุนไพรน้ำนมข้าว" อย่าตั้งชื่อแค่ว่า "สบู่สปา" เพราะคนซื้อเขาไม่รู้ว่ามันคือสบู่อะไร ให้ลองนึกว่าถ้าคุณเป็นคนซื้อ คุณจะพิมพ์คำว่าอะไรบ้าง
- ชื่อที่ควรตั้ง: สบู่สมุนไพรน้ำนมข้าว สูตรหน้าใส ลดสิว ผิวนุ่ม ขนาด 100 กรัม (แพ็ก 3 ก้อน)
- โครงสร้างคือ: ชื่อสินค้า + สรรพคุณเด่น + ปัญหาที่ช่วยแก้ + ขนาด/จำนวน
ต่อมาคือเรื่องรูปภาพ รูปแรกต้องชัดและสว่างที่สุด แนะนำให้ใช้แสงธรรมชาติริมหน้าต่างตอนเช้าถ่าย ของที่ขายในไทยคนชอบเห็นของจริงมากกว่ารูปกราฟิกสวย ๆ จากโรงงาน ถ้าคุณขายกระเป๋าผ้าใบละ 150 บาท ให้ถ่ายรูปตอนถือจริงให้เห็นขนาดเทียบกับตัวคน หรือถ่ายตอนใส่ของเข้าไปจริง ๆ ว่าใส่มือถือรุ่นไหนได้บ้าง ความสมจริงแบบนี้จะช่วยให้คนตัดสินใจง่ายขึ้น
วันที่ 8-15: วิธีหา 10 ออเดอร์แรกเพื่อสร้างความเชื่อถือ
เมื่อหน้าร้านดูดีแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการทำให้ยอดขายไม่เป็น 0 วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้คนใกล้ตัวหรือฐานลูกค้าเก่าจาก Facebook หรือ LINE ของคุณเอง ให้ส่งลิงก์ร้านค้าไปให้เพื่อนหรือคนรู้จัก แล้วบอกเขาตรง ๆ ว่าเราเพิ่งเปิดร้านใหม่ รบกวนช่วยมาสั่งซื้อและรีวิวให้หน่อย
ในช่วงนี้คุณอาจจะต้องยอมลดราคาให้เท่าทุน หรือแถมของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปให้ เพื่อแลกกับรีวิว 5 ดาวและรูปภาพสวย ๆ จากลูกค้าจริง เพราะรีวิวเหล่านี้คือ "ทองคำ" ของคนขายของออนไลน์ เมื่อร้านคุณเริ่มมียอดขาย 5-10 ชิ้น และมีรีวิวที่มีรูปภาพประกอบ คนแปลกหน้าที่กดเข้ามาดูจะเริ่มรู้สึกมั่นใจว่าร้านนี้ส่งของจริง มีของอยู่จริง ไม่ใช่ร้านผี
นอกจากนี้ ให้คุณไปกดร่วมแคมเปญพื้นฐานของ Shopee เช่น "โปรโมชั่นส่วนลด" ที่เราสามารถกำหนดเองได้ในหน้าการตลาด ให้ตั้งส่วนลดสัก 5-10% เพื่อให้มีแถบป้ายลดราคาสีเหลือง ๆ แปะที่มุมรูปสินค้า มันจะช่วยดึงสายตาคนได้ดีกว่าราคาปกติ
วันที่ 16-25: ใช้ Shopee Video และการตั้งราคาล่อใจ
ปัจจุบัน Shopee ให้ความสำคัญกับวิดีโอมาก และที่สำคัญคือมันเป็นช่องทางที่ "ฟรี" คุณไม่ต้องเสียเงินยิงโฆษณาเลย แค่หยิบมือถือมาถ่ายสินค้าของคุณแบบง่าย ๆ ความยาว 15-30 วินาที เล่าว่ามันดียังไง หรือโชว์การใช้งานจริง เช่น ถ้าขายเครื่องบดพริกแห้ง ก็ถ่ายตอนบดพริกให้ดูเลยว่ามันละเอียดแค่ไหน
วิดีโอเหล่านี้จะถูกส่งไปให้คนที่สนใจสินค้าหมวดนี้เห็น และถ้าเขาถูกใจเขาสามารถกดซื้อได้ทันทีจากในคลิป การทำวิดีโอวันละ 1-2 คลิปในช่วงเริ่มต้นจะช่วยดึงคนเข้าชมร้านได้มหาศาลโดยไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท
ส่วนเรื่องการตั้งราคา คุณต้องเช็กคู่แข่งในตลาดด้วย ลองดูตารางเปรียบเทียบการตั้งราคาข้างล่างนี้ เพื่อดูว่าเราจะเหลือเงินเท่าไหร่หลังจากโดนหักค่าธรรมเนียม
| รายการ | กรณีขายราคาเต็ม | กรณีทำโปรโมชั่นลด 10% |
|---|---|---|
| ราคาสินค้าที่ตั้งไว้ | 200 บาท | 180 บาท |
| ต้นทุนสินค้า | 100 บาท | 100 บาท |
| ค่าธรรมเนียม (สมมติประมาณ 10%) | 20 บาท | 18 บาท |
| กำไรสุทธิ | 80 บาท | 62 บาท |
จะเห็นว่าแม้กำไรจะลดลงเหลือ 62 บาท แต่ในช่วงแรกมันคุ้มค่าที่จะยอมเสียกำไรส่วนนี้ไปเพื่อ "ซื้อรีวิว" และ "ซื้อคะแนนร้านค้า" เพราะเมื่อร้านมีคะแนนดีขึ้นเรื่อย ๆ ระบบของ Shopee จะเริ่มนำสินค้าของคุณไปแสดงผลในหน้าแรก ๆ เองโดยอัตโนมัติ
วันที่ 26-30: เก็บตกด้วยคูปองติดตามร้านและการตอบแชท
ช่วงท้ายของเดือนแรก ให้คุณไปตั้งค่า "คูปองติดตามร้านค้า" (Follow Prize) โดยมอบส่วนลดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ลด 10 บาท เมื่อซื้อครบ 200 บาท สำหรับคนที่กดติดตามร้านใหม่ วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนคนที่แค่แวะมาดูให้กลายเป็น "ผู้ติดตาม" ซึ่งในอนาคตเวลาคุณลงสินค้าใหม่ คนกลุ่มนี้จะเห็นสินค้าคุณก่อนใคร
ที่สำคัญที่สุดคือ "ความเร็วในการตอบแชท" แม้คุณจะทำร้านคนเดียวและยุ่งแค่ไหน แต่พยายามตอบแชทให้เร็วที่สุดภายใน 10-15 นาที Shopee มีตัวเลขแสดงเปอร์เซ็นต์การตอบแชทโชว์ที่หน้าร้าน ถ้าคุณตอบไว เปอร์เซ็นต์สูง ลูกค้าจะรู้สึกว่าร้านนี้ใส่ใจและน่าจะส่งของไวด้วย
หลังจากผ่าน 30 วันแรกไปแล้ว ร้านคุณควรจะมีสินค้าอย่างน้อย 10-20 รายการ มียอดขายรวมสัก 20-30 ออเดอร์ และมียอดผู้ติดตามหลักสิบหรือหลักร้อย ถึงตอนนั้นถ้าคุณอยากจะลองยิงโฆษณาเพื่อขยายยอดขาย ก็สามารถทำได้โดยไม่เจ็บตัวมาก เพราะร้านคุณมีรีวิวรอรับแขกเรียบร้อยแล้ว
สรุปสั้น ๆ
30 วันแรกห้ามยิงโฆษณา ให้เน้นตั้งชื่อสินค้าด้วยคำที่คนใช้ค้นหาจริง ถ่ายรูปให้ดูเรียลและสว่าง ดึงเพื่อนมาช่วยซื้อและรีวิวเพื่อเปิดยอด 10 ออเดอร์แรก จากนั้นทำ Shopee Video สม่ำเสมอเพื่อดึงคนเข้าร้านฟรี และตั้งคูปองติดตามร้านเพื่อเก็บลูกค้าไว้ในระยะยาว
อ่านต่อ
ขายบนแพลตฟอร์ม · อ่าน 8 นาที
มีเว็บร้านของตัวเองคุ้มไหม เมื่อมีมาร์เก็ตเพลสอยู่แล้ว
วิธีคำนวณความคุ้มค่าระหว่างการขายบนแอปอย่างเดียวกับการมีเว็บร้านของตัวเอง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่าถึงเวลาต้องย้ายหรือขยายร้านแล้วหรือยัง
ขายบนแพลตฟอร์ม · อ่าน 8 นาที
ทำไมต้องมีรายชื่อลูกค้าของตัวเอง ไม่ใช่แค่ผู้ติดตาม
วิธีเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นรายชื่อที่คุณเป็นเจ้าของเอง เพื่อลดความเสี่ยงโดนปิดเพจและประหยัดค่าโฆษณาในระยะยาว
ขายบนแพลตฟอร์ม · อ่าน 8 นาที
กันร้านโดนปิด — สิ่งที่ห้ามทำในแต่ละแพลตฟอร์ม
เช็กด่วนก่อนโดนแบน รวมคำต้องห้ามและกฎเหล็กที่แม่ค้าออนไลน์ต้องรู้เพื่อรักษาประวัติร้านให้คลีน พร้อมวิธีสำรองช่องทางขายไม่ให้รายได้สะดุด