หาของมาขาย

สินค้าแบรนด์เนม ลิขสิทธิ์ ขายต่อได้แค่ไหนไม่ผิดกฎหมาย

แยกให้ชัดว่าของแท้มือสองขายต่อได้ กับของก๊อบหรือลายลิขสิทธิ์ที่เสี่ยงผิดกฎหมาย พร้อมวิธีเช็คก่อนสั่งของทุกล็อตให้ปลอดภัยขึ้น

2026-08-25 · อ่าน 10 นาที

มีคนทักมาถามสองเรื่องในสัปดาห์เดียวกัน คนแรกถามว่ากระเป๋าแบรนด์เนมมือสองที่ซื้อมาจากต่างประเทศ เอามาลงขายในเพจได้ไหม คนที่สองถามว่าเสื้อยืดพิมพ์ลายการ์ตูนที่สั่งจากโรงงานผ้ามาสามเดือนแล้ว เพิ่งมีคนทักมาเตือนว่าเสี่ยงโดนแจ้งจับ

ทั้งสองคนไม่ได้ตั้งใจทำผิดอะไร แค่ไม่รู้ว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน

ในกลุ่มขายของออนไลน์มีคนพูดกันสองแบบ บางคนบอกว่าขายของแท้มือสองไม่ผิดแน่นอน บางคนบอกว่าแค่มีโลโก้แบรนด์ติดอยู่บนสินค้าก็โดนได้หมด สองฝั่งพูดกันคนละเรื่อง และทั้งคู่ก็พูดถูกอยู่บางส่วน

เรื่องนี้งงกันเยอะ เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้องจริง ๆ มีสองฉบับคนละเรื่องกัน คือ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ที่คุ้มครองโลโก้ ชื่อแบรนด์ สัญลักษณ์ กับ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ที่คุ้มครองงานสร้างสรรค์ เช่น ลายการ์ตูน ภาพวาด ลายผ้าที่มีคนออกแบบไว้

สองฉบับนี้คุ้มครองคนละอย่าง โทษก็ไม่เท่ากัน แต่คนขายส่วนใหญ่จำมาแบบปนกัน ฟังต่อ ๆ กันมาจากกลุ่มไลน์หรือเพจ ไม่ได้อ่านตัวบทจริง

อีกเหตุผลที่ทำให้งง คือของแบบเดียวกันอาจผิดหรือไม่ผิดก็ได้ ขึ้นอยู่กับที่มาของสินค้า ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้นหน้าตาเหมือนแบรนด์ดังแค่ไหน กระเป๋าใบเดียวกัน ถ้าเป็นของแท้ที่ซื้อมาขายต่อ กับของก๊อบที่ผลิตเลียนแบบ กฎหมายที่ใช้คนละมาตรากันเลย

แยกให้ออกก่อน ของแท้มือสองกับของก๊อบ คนละเรื่องกันเลย

ก่อนตอบว่าขายได้ไหม ต้องตอบคำถามนี้ก่อน สินค้าที่จะขายเป็นของแท้ที่ผลิตจากแบรนด์เอง หรือเป็นของที่มีคนอื่นทำเลียนแบบขึ้นมาใหม่

ถ้าเป็นของแท้ ต่อให้ซื้อมือสองมาจากคนอื่น หรือซื้อจากต่างประเทศมาเอง กฎหมายเครื่องหมายการค้าไม่ได้ห้ามขายต่อ เพราะแบรนด์ได้รับประโยชน์จากการขายครั้งแรกไปแล้ว หลักการนี้เรียกง่าย ๆ ว่าสิทธิ์ของแบรนด์หมดไปตั้งแต่ขายชิ้นแรก คนที่ซื้อไปมีสิทธิ์ขายต่อได้

ถ้าเป็นของที่ผลิตขึ้นมาใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากแบรนด์ ไม่ว่าจะเรียกว่าเกรดเอ เกรดพรีเมียม หรือก๊อบเนี้ยบแค่ไหน กฎหมายมองเป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าทันที ไม่เกี่ยวกับคุณภาพหรือราคา

ตัวชี้วัดง่าย ๆ ที่ใช้เช็คตัวเองได้คือ ถามตัวเองว่าสินค้าชิ้นนี้ผลิตจากโรงงานที่แบรนด์อนุญาตหรือไม่ ถ้าตอบไม่ได้ชัด หรือรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ ให้ถือว่าเสี่ยงไว้ก่อน

ก่อนสั่งของจากซัพพลายเออร์ครั้งแรก ให้ถามตรง ๆ ด้วยประโยคแบบนี้

"ลายนี้เป็นลายที่ทางโรงงานออกแบบเอง หรือลอกแบบมาจากแบรนด์อื่นคะ ขอดูใบอนุญาตใช้ลายได้ไหมคะ"

ถ้าโรงงานตอบอ้อมแอ้ม หรือบอกว่าลูกค้าสั่งแบบไหนก็ทำได้หมด ให้ระวังไว้ก่อน เพราะนั่นมักเป็นสัญญาณว่าลายที่ใช้ไม่มีสิทธิ์ถูกต้อง

หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าบอกลูกค้าตรง ๆ ว่าเป็นของก๊อบเกรดเอ ไม่ได้หลอกว่าเป็นของแท้ แบบนี้ไม่ผิด ความจริงไม่ใช่แบบนั้น กฎหมายเครื่องหมายการค้าห้ามที่ตัวสินค้ามีเครื่องหมายปลอมติดอยู่ ไม่ได้ห้ามเฉพาะการหลอกลวงลูกค้า ต่อให้บอกลูกค้าครบทุกอย่างว่าไม่ใช่ของแท้ ก็ยังขายผิดอยู่ดี

ขายของแท้มือสอง หรือของแท้ที่ไม่ได้นำเข้าโดยตัวแทน ทำได้แค่ไหน

ของแท้มือสองขายต่อได้ กฎหมายไม่ห้าม แต่มีเรื่องที่ต้องระวังสามอย่าง

อย่างแรก เก็บหลักฐานที่มาไว้เสมอ ใบเสร็จ สลิปโอนตอนซื้อ กล่องหรือใบรับประกัน ถ้ามีคนสงสัยว่าของแท้จริงไหม จะได้อธิบายได้ ไม่ใช่เพื่อโชว์ลูกค้าอย่างเดียว แต่เผื่อกรณีมีปัญหาทางกฎหมายจะได้มีทางแก้ตัว

อย่างที่สอง ระวังคำโฆษณาที่ทำให้ดูเหมือนเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของแบรนด์ เช่น ใช้โลโก้แบรนด์ทำหน้าปกร้าน หรือเขียนว่าร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ไม่ได้เซ็นสัญญาอะไรกับแบรนด์เลย อันนี้เข้าเรื่องเครื่องหมายการค้าโดยตรง แม้ตัวสินค้าจะเป็นของแท้ก็ตาม

อย่างที่สาม ของแท้ที่ซื้อมาจากต่างประเทศเอง ไม่ผ่านตัวแทนในไทย เรียกว่าสินค้านำเข้าคู่ขนาน หรือพารัลเลลอิมพอร์ต ขายได้ตามหลักกฎหมายไทย แต่บางแบรนด์อาจมีเงื่อนไขเรื่องการรับประกันที่ต่างจากของที่ซื้อจากตัวแทนในไทย ต้องบอกลูกค้าให้ชัดว่าประกันเป็นแบบไหน จะได้ไม่โดนร้องเรียนภายหลัง

ตัวอย่างข้อความที่บอกลูกค้าให้ชัดเจน เอาไปปรับใช้ได้เลย

"กระเป๋าใบนี้เป็นของแท้ ซื้อตรงจากช้อปที่ต่างประเทศ ไม่ได้ผ่านตัวแทนในไทย เพราะฉะนั้นถ้าต้องซ่อมหรือเคลมกับช้อปในไทยอาจไม่ได้ ถ้าสนใจแจ้งได้เลยค่ะ มีใบเสร็จตัวจริงแนบให้ดูด้วย"

ข้อความแบบนี้ไม่ได้ทำให้ขายยากขึ้น กลับทำให้ลูกค้าเชื่อมากขึ้น เพราะเห็นว่าร้านไม่ได้ปิดบังอะไร

ขายเสื้อผ้า ของใช้ ที่พิมพ์ลายการ์ตูนหรือลายลิขสิทธิ์เอง เสี่ยงตรงไหน

กรณีนี้ต่างจากกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองแบบสุดขั้ว เพราะเป็นการผลิตสินค้าใหม่ขึ้นมาเอง โดยเอาลายที่มีลิขสิทธิ์มาใช้

ลายการ์ตูน ตัวละคร ภาพประกอบ ฟอนต์ที่มีคนออกแบบไว้ ทั้งหมดนี้ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ แม้เจ้าของลายจะไม่ได้จดทะเบียนอะไรไว้เลยก็ตาม เพราะลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่สร้างงานเสร็จ ไม่ต้องจดแบบเครื่องหมายการค้า

ถ้าสั่งโรงงานพิมพ์ลายการ์ตูนที่มีลิขสิทธิ์ลงเสื้อ แล้วเอามาขาย ไม่ว่าจะสั่งเองหรือโรงงานเสนอแบบมาให้ ถือว่าทำผิดฝั่งที่ขายด้วย ต่อให้ไม่ได้เป็นคนพิมพ์เอง

ข้อยกเว้นที่พอทำได้คือลายที่เป็นดีไซน์ทั่วไป ไม่ผูกกับตัวละครหรือแบรนด์ใดโดยเฉพาะ เช่น ลายดอกไม้ ลายทาง ลายกราฟิกที่ออกแบบเองหรือซื้อสิทธิ์การใช้งานถูกต้องจากเว็บขายลายกราฟิก อันนี้ไม่เข้าเรื่องลิขสิทธิ์ของคนอื่น เพราะเป็นงานที่มีสิทธิ์ใช้อยู่แล้ว

อีกเรื่องที่ต้องรู้ คือกฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ได้ดูที่เจตนาเป็นหลัก ต่อให้ไม่รู้ว่าลายนั้นมีลิขสิทธิ์ ถ้าเอามาขายก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นทางที่ปลอดภัยที่สุดคือเช็คก่อนสั่งผลิต ไม่ใช่แก้ตัวทีหลัง

ลายที่ควรระวังเป็นพิเศษคือลายตัวการ์ตูนดัง ลายทีมกีฬา ลายศิลปินหรือวงดนตรี เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์กลุ่มนี้มักมีทีมตรวจสอบตลาดออนไลน์อยู่แล้ว โอกาสโดนแจ้งเตือนหรือฟ้องสูงกว่าลายทั่วไปที่ไม่มีใครสนใจตรวจ

คำว่า แรงบันดาลใจจาก หรือ สไตล์เดียวกับ ใช้แก้ตัวได้จริงไหม

หลายร้านใช้คำแบบนี้ในโพสต์ เพื่อบอกว่าสินค้าคล้ายแบรนด์ดังแต่ไม่ใช่ของแบรนด์นั้น คำถามคือช่วยอะไรได้จริงไหม

ถ้าสินค้าแค่มีทรงคล้ายกัน สีคล้ายกัน แนวคล้ายกัน แบบนี้ไม่ผิดอะไร เพราะทรงสินค้าทั่วไป เช่น ทรงกระเป๋าถือ ทรงรองเท้าผ้าใบ ไม่ได้ถูกคุ้มครองเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ใคร ๆ ก็ผลิตทรงคล้ายกันได้

แต่ถ้าเอาโลโก้ ชื่อแบรนด์ หรือลายเฉพาะที่จำได้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ไหนมาใส่ไว้บนสินค้า ต่อให้เขียนกำกับว่าได้แรงบันดาลใจมา ก็ยังเข้าเรื่องเครื่องหมายการค้าอยู่ดี คำว่าแรงบันดาลใจไม่ได้เป็นเกราะป้องกันทางกฎหมาย

จุดที่ต้องเช็คไม่ใช่คำโฆษณาที่เขียนกำกับ แต่เป็นตัวสินค้าเองว่ามีโลโก้หรือลายเฉพาะของแบรนด์ติดอยู่หรือเปล่า

ตัวอย่างที่แยกให้เห็นชัด กระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมมีหูหิ้วสองข้าง ไม่มีโลโก้อะไรเลย ผลิตแล้วขายได้ ไม่ผิดอะไร แต่กระเป๋าทรงเดียวกัน ปั๊มลายตัวอักษรซ้อนกันเป็นแพทเทิร์นที่คนเห็นแล้วนึกถึงแบรนด์หรูทันที อันนี้เข้าเรื่องเครื่องหมายการค้า แม้จะไม่มีชื่อแบรนด์เขียนไว้ตรง ๆ ก็ตาม เพราะลายแพทเทิร์นเองก็จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้เหมือนกัน

โฆษณาว่าของแท้ 100% ต้องมีอะไรรองรับ

อีกจุดที่คนขายพลาดบ่อยคือการใช้คำโฆษณาเกินจริง แม้สินค้าจะเป็นของแท้ก็ตาม

การเขียนว่าของแท้ 100% รับประกันแท้ ต้องมีหลักฐานรองรับจริง ถ้าถูกลูกค้าหรือแบรนด์ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่ของแท้ตามที่โฆษณา นอกจากผิดเรื่องเครื่องหมายการค้าแล้ว ยังเข้าเรื่องโฆษณาเกินจริงตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอีกชั้นหนึ่ง

วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเขียนบอกที่มาให้ชัดแทนการยืนยันคำเดียว เช่น ซื้อจากร้านค้าปลีกในห้างที่ประเทศญี่ปุ่น มีใบเสร็จ แนบรูปใบเสร็จหรือกล่องให้ดู ลูกค้าเชื่อคำอธิบายที่มีหลักฐานมากกว่าคำว่าแท้ 100% เฉย ๆ อยู่แล้ว

ถ้าลูกค้าถามหาหลักฐานเพิ่ม อย่ามองว่าเป็นการจับผิด ให้ตอบแบบนี้

"มีใบเสร็จกับกล่องแท้เก็บไว้ค่ะ สนใจให้ถ่ายรูปเพิ่มให้ดูได้เลยนะคะ อยากให้พี่มั่นใจก่อนโอนเงิน"

การเปิดให้ตรวจสอบทำให้ร้านดูน่าเชื่อถือกว่าการยืนยันปากเปล่าเฉย ๆ

ของจริงจากหน้าร้าน

ลองดูตารางเปรียบเทียบสถานการณ์ที่แม่ค้าเจอบ่อย เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมายของแต่ละกรณีจริง

สถานการณ์สินค้าคืออะไรความเสี่ยงทางกฎหมาย
ขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองของตัวเองของแท้ ซื้อมาใช้แล้วขายต่อต่ำ มีหลักฐานที่มาชัดเจน
สั่งเสื้อพิมพ์ลายการ์ตูนดังจากโรงงานมาขายสินค้าใหม่ ใช้ลายลิขสิทธิ์คนอื่นสูง เข้าเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า
ซื้อของแท้จากช้อปต่างประเทศมาขายเองของแท้ นำเข้าคู่ขนานต่ำ ถ้าไม่อ้างเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการ
ขายกระเป๋าก๊อบเกรดเอ บอกลูกค้าตรง ๆ ว่าไม่ใช่ของแท้สินค้าใหม่ ปลอมเครื่องหมายการค้าสูง แม้จะบอกลูกค้าครบก็ยังผิด

ตัวเลขจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีระบุไว้ชัดเจน กรณีปลอมเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 108 มีโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท ส่วนคนที่แค่ขายสินค้าปลอมโดยไม่ได้เป็นคนผลิตเอง ตามมาตรา 110 ก็มีโทษเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำเองแล้วจะรอด

ฝั่งลิขสิทธิ์ก็มีบทลงโทษชัดเจนเหมือนกัน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 69 ระบุว่าถ้าละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า มีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนถึงแปดแสนบาท ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น เพราะกำไรจากการขายเสื้อไม่กี่ร้อยตัวไม่มีทางคุ้มค่าปรับขนาดนี้

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก คิดว่าถ้าซื้อของก๊อบมาขายเป็นจำนวนน้อยจะไม่มีใครรู้ ความจริงคือแบรนด์ใหญ่หลายเจ้าจ้างทีมตรวจตลาดออนไลน์ประจำ ไถหาโพสต์ที่มีคำค้นเกี่ยวกับชื่อแบรนด์ทุกวัน ยอดขายน้อยไม่ได้แปลว่าปลอดภัย แค่แปลว่ายังไม่โดนตรวจเจอ

พลาดข้อที่สอง เข้าใจว่าซื้อของจากโรงงานในไทยแล้วปลอดภัยกว่าซื้อจากต่างประเทศ ความจริงกฎหมายดูที่ตัวสินค้าและลายที่ใช้ ไม่ได้ดูว่าผลิตในประเทศไหน ต่อให้สั่งโรงงานในไทยพิมพ์ลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ ก็ยังผิดเหมือนสั่งจากต่างประเทศ

พลาดข้อที่สาม ไม่แยกความรับผิดชอบระหว่างคนขายกับโรงงาน หลายคนคิดว่าถ้าโรงงานเป็นคนเสนอลายมาให้ ความผิดจะตกอยู่ที่โรงงานฝ่ายเดียว ในทางปฏิบัติคนขายที่เอาสินค้าไปลงขายก็มีความผิดด้วย เพราะเป็นคนเผยแพร่และหากำไรจากสินค้านั้นโดยตรง

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้เปิดดูสินค้าที่ขายอยู่ตอนนี้ทีละชิ้น แยกออกมาก่อนว่าชิ้นไหนเป็นของแท้ที่มีหลักฐานซื้อชัดเจน ชิ้นไหนเป็นของที่มีลายหรือโลโก้แบรนด์ติดอยู่โดยไม่รู้ที่มา

ชิ้นที่ตอบไม่ได้ว่าลายมาจากไหน ให้ถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วถามซัพพลายเออร์ด้วยประโยคที่แนะนำไว้ข้างบนก่อนสั่งรอบต่อไป

ถ้าชิ้นไหนเสี่ยงชัดเจน หยุดสั่งเพิ่มก่อน ของที่ค้างอยู่ค่อยหาทางระบายทีหลัง ดีกว่าเพิ่มสต๊อกแล้วเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ

อ่านต่อ