หาของมาขาย

รับของฝากขายจากคนรู้จัก แบ่งกำไรยังไงให้ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย

รับของฝากขายจากคนรู้จักแล้วไม่รู้จะแบ่งกำไรยังไงให้ยุติธรรม บทความนี้มีสูตรคำนวณ ตัวอย่างประโยคคุย และกติกาเรื่องของค้างที่ต้องตกลงกันไว้ก่อนรับของชิ้นแรก

2026-08-25 · อ่าน 9 นาที

เพื่อนสมัยเรียนทักมาถามว่า ขอฝากกระเป๋าที่เขาทำเองมาลงขายในเพจได้ไหม คุณตอบตกลงทันทีเพราะเห็นว่าของสวย ตอนนั้นคุยกันแค่ปากเปล่าว่า "แบ่งกำไรกันคนละครึ่งนะ"

พอขายได้ชิ้นแรกในสัปดาห์ถัดมา ปัญหาที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนก็โผล่ขึ้นมาทันที ต้นทุนที่ว่าคือต้นทุนอะไรบ้าง ค่าส่งของที่คุณจ่ายไปเองนับด้วยไหม ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มใครออก แล้วถ้าของค้างอยู่เต็มชั้นทั้งเดือนโดยไม่มีคนซื้อ ใครรับผิดชอบพื้นที่ที่มันครองอยู่

เพื่อนเริ่มถามหาเงินทุกอาทิตย์ คุณเริ่มอึดอัดที่ต้องมานั่งอธิบายตัวเลข ทั้งที่งานหลักของคุณคือขายของตัวเอง ไม่ใช่มาเป็นฝ่ายบัญชีให้คนอื่นฟรี ๆ

ทำไมเรื่องฝากขายกับคนรู้จักถึงพังบ่อย

ต้นเหตุจริง ๆ ไม่ใช่ความไม่จริงใจของฝ่ายไหน แต่คือการตกลงกันด้วยปากเปล่าแบบไม่มีตัวเลขชัดเจน คำว่า "แบ่งกำไรกันคนละครึ่ง" ฟังดูยุติธรรม แต่ไม่มีใครนิยามว่ากำไรคำนวณจากอะไร หักอะไรก่อนหักอะไรทีหลัง และเมื่อของขายไม่ออก ฝ่ายไหนต้องแบกภาระที่เกิดขึ้น พอถึงเวลาต้องคุยเรื่องเงินจริง ทั้งสองฝ่ายจะตีความคำเดิมคนละแบบ

อีกเหตุผลที่ซ้อนอยู่คือความเกรงใจ เพราะเป็นคนรู้จักกัน คำถามตรง ๆ เรื่องเงินอย่าง "ต้นทุนจริงเท่าไหร่" หรือ "ของที่ไม่ขายจะทำยังไง" จึงถูกเก็บไว้ในใจนานเกินไป แทนที่จะถามตั้งแต่วันแรก กลายเป็นความอึดอัดสะสมที่ระเบิดออกมาตอนมีปัญหาจริง ซึ่งสายเกินไปที่จะแก้ให้เนียนแล้ว

ตกลงฐานคำนวณกำไรให้ชัดก่อนรับของเข้าร้าน

ก่อนรับของชิ้นแรก ต้องตกลงกันก่อนว่า "กำไร" ที่จะแบ่งกันคำนวณจากอะไร ไม่ใช่แค่พูดคำว่าแบ่งครึ่ง

สูตรที่ใช้ได้จริงคือ ราคาขาย ลบ ต้นทุนสินค้าที่เจ้าของของแจ้งมา ลบ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ลบ ค่าแพ็กและค่าส่ง เหลือเท่าไหร่ค่อยแบ่งกันตามสัดส่วนที่ตกลง

ตัวอย่างประโยคที่ใช้คุยกับคนรู้จักได้ตรง ๆ โดยไม่เขินและไม่ดูเป็นเรื่องเงินจนเกินไป

"พี่ฝากกระเป๋ามาราคาต้นทุนใบละเท่าไหร่คะ เดี๋ยวหนูตั้งขาย 590 หักค่าธรรมเนียมเพจกับค่าส่งที่ออกเองไปก่อนประมาณ 60 บาท ที่เหลือแบ่งกันคนละครึ่งนะคะ จะได้ตัวเลขตรงกันทั้งคู่"

ประโยคนี้ทำสามอย่างในคราวเดียว คือถามต้นทุนจริง บอกว่าอะไรจะถูกหักก่อน และย้ำสัดส่วนที่จะแบ่ง ทำครั้งเดียวตอนรับของ ไม่ต้องมานั่งเถียงกันทีหลัง

ถ้าเจอเจ้าของของที่ไม่อยากบอกต้นทุนจริง เช่น กลัวคุณรู้ว่ากำไรเขาสูงแค่ไหน ให้เปลี่ยนไปใช้ฐานคำนวณจากราคาขายแทน เช่น หัก 15 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายทุกชิ้นให้ร้านแทนการหักตามต้นทุน วิธีนี้ไม่ต้องรู้ต้นทุนของอีกฝ่ายเลย แต่ต้องตกลงเปอร์เซ็นต์ให้ชัดตั้งแต่ต้นเหมือนกัน

เลือกวิธีแบ่งให้เหมาะกับความสัมพันธ์และปริมาณของ

ไม่มีวิธีแบ่งกำไรแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เลือกตามความถี่ที่ของจะเข้าและปริมาณที่รับไหว

หักเปอร์เซ็นต์จากยอดขายจริง เหมาะกับของที่ไม่แน่ใจว่าจะขายดีแค่ไหน เจ้าของของรับความเสี่ยงร่วมกับคุณ ขายได้เท่าไหร่ค่อยแบ่งเท่านั้น ถ้าไม่ขายเลยก็ไม่มีใครเสียเงินเปล่า

รับซื้อขาดในราคาคงที่ต่อชิ้น เหมาะกับของที่คุณมั่นใจว่าขายออกแน่ ๆ วิธีนี้เจ้าของของได้เงินทันทีตอนส่งของมา ส่วนกำไรหรือขาดทุนจากการขายต่อเป็นของคุณคนเดียว เหมาะกับกรณีที่อยากตัดปัญหาการทวงเงินทุกอาทิตย์

คิดค่าที่วางของรายเดือน เหมาะกับคนรู้จักที่ฝากของเป็นล็อตใหญ่ต่อเนื่องทุกเดือน คุณเก็บค่าที่คงที่ไม่ว่าขายได้กี่ชิ้น ส่วนกำไรจากการขายเป็นของเจ้าของของทั้งหมด วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีพื้นที่ร้านจำกัดและอยากได้รายได้แน่นอนจากพื้นที่นั้น

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหน ให้เริ่มจากหักเปอร์เซ็นต์ก่อนเสมอ เพราะเป็นวิธีที่แก้ไขทีหลังง่ายที่สุด ถ้าของขายดีเกินคาดค่อยเปลี่ยนไปเป็นรับซื้อขาดในรอบถัดไป แต่ถ้าเริ่มด้วยรับซื้อขาดแล้วของขายไม่ออก การขอเปลี่ยนกลับจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนถูกเบี้ยว

วางกติกาเรื่องของขายไม่ออกและของเสียหายไว้ก่อนวันแรก

จุดที่ทำให้ความสัมพันธ์คนรู้จักพังเร็วที่สุดไม่ใช่เรื่องแบ่งกำไร แต่เป็นเรื่องของค้างและของเสียหาย เพราะไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

ตั้งกติกาสามข้อนี้ไว้ตั้งแต่วันแรก แล้วพิมพ์ส่งให้อีกฝ่ายอ่านผ่านแชท จะได้มีหลักฐานย้อนดูได้

  • ของที่วางขายเกิน 60 วันแล้วยังไม่มีคนซื้อ ให้เจ้าของของมารับคืนหรือลดราคาลง 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่ปล่อยค้างไว้เฉย ๆ
  • ของเสียหายระหว่างที่อยู่ในความดูแลของร้าน เช่น ตกจากชั้นวาง ร้านรับผิดชอบเต็ม แต่ถ้าเสียหายจากการผลิตหรือวัสดุตั้งแต่ต้น เจ้าของของรับผิดชอบ
  • ของหายระหว่างการส่ง ให้ยึดตามหลักฐานของขนส่งเจ้านั้น ๆ ใครแพ็กใครรับผิดชอบเคลมกับขนส่ง

การเขียนกติกาไว้ล่วงหน้าไม่ได้แปลว่าไม่ไว้ใจกัน แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ทั้งสองฝ่ายต้องมาเดาใจกันตอนเกิดปัญหาจริง ซึ่งเป็นตอนที่อารมณ์เข้ามาปนกับเรื่องเงินได้ง่ายที่สุด

อีกเรื่องที่ควรตกลงไว้ล่วงหน้าคือกรณีลูกค้าขอคืนสินค้าหลังซื้อไปแล้ว เช่น ของไม่ตรงปกหรือใช้งานแล้วมีปัญหา ให้กำหนดว่าค่าส่งคืนใครออก และเงินที่คืนให้ลูกค้าจะหักจากส่วนแบ่งของฝ่ายไหนก่อน เพื่อไม่ให้เป็นเรื่องต้องมาตัดสินใจสดหน้างานตอนลูกค้ากำลังโมโหอยู่

สรุปยอดให้กันเป็นรอบ ไม่ใช่ตอบทีละครั้งที่ถูกทวง

ปัญหาที่แม่ค้าหลายคนเจอคือถูกทักถามยอดกลางดึกหรือระหว่างที่กำลังแพ็กของลูกค้าคนอื่นอยู่ วิธีแก้ไม่ใช่การหลบเลี่ยง แต่คือการตั้งรอบสรุปยอดให้ชัดไปเลย

เลือกวันคงที่ เช่น ทุกวันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือน แล้วส่งสรุปให้ก่อนที่จะถูกถาม ข้อความประมาณนี้ใช้ได้เลย

"รอบนี้ขายกระเป๋าไปได้ 4 ใบ ยอดรวม 2,360 บาท หักค่าธรรมเนียมกับค่าส่งไป 240 บาท เหลือ 2,120 แบ่งพี่ครึ่งหนึ่งคือ 1,060 บาท โอนให้เลยนะคะ เดี๋ยวส่งสลิปตามค่ะ"

การส่งสรุปเองก่อนถูกถามทำให้เจ้าของของรู้สึกว่าเรื่องเงินโปร่งใส ไม่ต้องคอยทวง และช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งคำนวณสดตอนถูกถามกะทันหันซึ่งเสี่ยงคิดผิด

วิธีเก็บรายละเอียดที่ทำได้ง่ายที่สุดสำหรับร้านคนเดียวคือจดในสมุดเล่มเดียวหรือตารางในมือถือ แยกคอลัมน์เป็นวันที่ขาย ชื่อของ ราคาขาย ต้นทุนที่แจ้งมา และยอดที่ต้องโอนให้ ทำแบบนี้ทุกครั้งที่ขายได้ พอถึงวันสรุปยอดก็แค่รวมตัวเลขที่จดไว้ ไม่ต้องมานั่งไล่ดูแชทย้อนหลังทีละวัน และแนบสลิปโอนเงินทุกครั้งเพื่อกันเรื่องเถียงกันภายหลังว่าโอนแล้วหรือยัง

เตรียมทางออกไว้ตั้งแต่ต้น เผื่อวันที่อยากเลิกรับฝาก

วันหนึ่งอาจถึงจุดที่คุณอยากเลิกรับของจากคนรู้จักคนนั้น ไม่ว่าจะเพราะของขายไม่ดี หรือเพราะพื้นที่ร้านเต็ม เรื่องนี้ต้องคุยไว้ล่วงหน้าเหมือนกัน

ตกลงกันตั้งแต่วันแรกว่าฝ่ายไหนอยากหยุด แจ้งล่วงหน้ากี่วัน และของที่เหลืออยู่ในร้านตอนนั้นจะจัดการยังไง เช่น ให้เวลาสามวันในการมารับของคืน ถ้าไม่มารับตามกำหนดจะลดราคาระบายแล้วโอนเงินส่วนที่เหลือให้ทั้งหมด

ประโยคที่ใช้ตอนอยากหยุดโดยไม่ให้ดูเหมือนทะเลาะกัน "ช่วงนี้พื้นที่ร้านเริ่มแน่นแล้ว ขอหยุดรับของใหม่ก่อนนะคะ ของที่เหลืออยู่ตอนนี้ขายต่อจนหมดแล้วจะโอนให้ครบเลยค่ะ" การพูดตรง ๆ แบบนี้ตั้งแต่ต้นทำให้เลิกกันได้โดยไม่เสียเพื่อน

ถ้าเจอกรณีที่อีกฝ่ายไม่ยอมมารับของคืนตามกำหนดจริง ๆ ให้ยึดตามกติกาที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นอย่างเดียว อย่าเพิ่งใจอ่อนเลื่อนเวลาให้ไปเรื่อย ๆ เพราะจะทำให้พื้นที่ร้านที่ควรใช้ขายของตัวเองถูกของค้างยึดไว้แทน ยิ่งเลื่อนนานยิ่งกลายเป็นภาระที่แก้ยากขึ้นทุกเดือน

ของจริงจากหน้าร้าน

ตัวอย่างสมมติ ร้านหนึ่งรับฝากกระเป๋าผ้าจากคนรู้จัก ต้นทุนใบละ 250 บาท ตั้งขาย 450 บาท ขายได้เดือนละ 10 ใบ

วิธีแบ่งรายรับร้านต่อเดือนความเสี่ยงถ้าขายไม่ออก
หักเปอร์เซ็นต์ 50% จากกำไรประมาณ 850 บาทไม่เสียเลย เพราะไม่มีขายไม่มีแบ่ง
รับซื้อขาดใบละ 320 บาทประมาณ 1,300 บาทร้านแบกเงินจมถ้าขายไม่ออก
ค่าที่รายเดือน 500 บาทคงที่ 500 บาท ไม่ว่าขายได้กี่ใบร้านได้แน่นอน แต่เจ้าของของเสี่ยงเอง

วิธีหักเปอร์เซ็นต์ปลอดภัยที่สุดสำหรับร้านที่ยังไม่แน่ใจว่าของจะขายดีแค่ไหน เพราะไม่มีเงินจมล่วงหน้า ส่วนวิธีรับซื้อขาดให้กำไรต่อชิ้นสูงกว่า แต่ร้านต้องมีเงินสำรองพอจ่ายค่าของก่อนขายได้จริง ถ้าของขายช้ากว่าที่คิด เงินจะจมอยู่ในสต๊อกแทนที่จะหมุนไปซื้อของอื่น

ส่วนค่าที่รายเดือนดูเหมือนร้านได้เปรียบเพราะได้เงินแน่นอนทุกเดือน แต่ความเสี่ยงจริงอยู่ที่กระแสเงินสดของร้าน ถ้าเก็บค่าที่ล่วงหน้าได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าตกลงเก็บปลายเดือนแล้วของเจ้าของนั้นขายไม่ออกเลยสักใบ ร้านก็ยังต้องรอเงินก้อนนั้นเหมือนเดิม จึงควรเก็บค่าที่ล่วงหน้าทุกครั้งไม่ว่าของจะขายได้หรือไม่

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก ตกลงด้วยปากเปล่าแล้วไม่มีอะไรเป็นลายลักษณ์อักษรเลย พอเวลาผ่านไปสองสามเดือน ทั้งสองฝ่ายจำตัวเลขที่ตกลงกันไว้คนละแบบ ให้พิมพ์สรุปกติกาส่งในแชทหลังคุยจบทุกครั้ง แค่ข้อความสั้น ๆ ก็พอ ไม่ต้องทำเป็นสัญญาเป็นทางการ

พลาดข้อที่สอง ปนของฝากขายกับของตัวเองจนแยกไม่ออก พอถึงเวลาสรุปยอด นับผิดว่าชิ้นไหนเป็นของใคร ให้ติดป้ายราคาแยกสีหรือเขียนโค้ดกำกับของฝากขายทุกชิ้นตั้งแต่วันที่รับเข้าร้าน

พลาดข้อที่สาม เกรงใจจนไม่กล้าทวงเงินตัวเองคืนจากยอดที่ขายได้ เพราะเป็นคนรู้จักกัน บางร้านเลยปล่อยให้อีกฝ่ายค้างจ่ายส่วนแบ่งของร้านไว้นาน ให้ใช้วิธีโอนแยกทันทีตอนลูกค้าจ่ายเงินเข้ามา ไม่รวมเงินไว้ก้อนเดียวกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นเจ้าของเท่าไหร่

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้ถ้ามีของฝากขายอยู่ในร้านแล้ว เปิดแชทเก่ากับเจ้าของของแต่ละคน เช็กดูว่าเคยตกลงฐานคำนวณกำไรกันชัดเจนหรือยัง

ถ้ายังไม่ชัด ให้พิมพ์สรุปใหม่ตามสูตรราคาขายลบต้นทุนลบค่าใช้จ่าย แล้วส่งให้อีกฝ่ายยืนยันกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร

ถ้ามีของค้างเกิน 60 วัน ให้เริ่มคุยเรื่องรับคืนหรือลดราคาตั้งแต่พรุ่งนี้ อย่าปล่อยให้ค้างจนอึดอัดทั้งสองฝ่าย

อ่านต่อ