ค่ากล่องค่าเทปกินกำไรเดือนละเท่าไหร่ คำนวณให้เห็นตัวเลข
หลายร้านคิดกำไรจากต้นทุนสินค้ากับค่าธรรมเนียม แต่ลืมนับค่ากล่องและเทป บทความนี้คำนวณให้เห็นตัวเลขจริงว่ากินกำไรไปเดือนละเท่าไหร่ พร้อมวิธีลดโดยไม่ลดคุณภาพ
2026-06-21 · อ่าน 9 นาที
ปลายเดือนคุณเปิดแอปธนาคารดูยอดขายเดือนนี้ ตัวเลขออเดอร์เยอะกว่าเดือนที่แล้ว แต่พอลองหักต้นทุนสินค้ากับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว เงินที่ควรจะเหลือกลับหายไปหลักพัน
คุณลองไล่ดูใบเสร็จค่าสั่งของเข้าโรงงาน ค่าขนส่งที่จ่ายให้บริษัทขนส่ง ก็ยังหาไม่เจอว่าเงินก้อนนั้นหายไปไหน
จนวันหนึ่งคุณหยิบถุงกล่องเปล่ากับม้วนเทปที่ซื้อมาทั้งเดือนมาวางรวมกัน ถึงรู้ว่าของพวกนี้ที่ซื้อทีละไม่กี่สิบบาท รวมกันทั้งเดือนกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ไม่เคยเอามาคิดเป็นต้นทุนเลย
ค่ากล่อง เทป และวัสดุกันกระแทก เป็นต้นทุนที่คุณจ่ายทีละน้อย ครั้งละ 5-15 บาท ต่างจากค่าสินค้าที่จ่ายเป็นก้อนใหญ่ตอนสั่งของเข้าร้านครั้งเดียว ความรู้สึกว่า "แพง" หรือ "ไม่แพง" มันเลยต่างกันมาก ทั้งที่ถ้ารวมกันทั้งเดือนอาจมากกว่าค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มด้วยซ้ำ
อีกสาเหตุคือตอนตั้งราคาขายสินค้าตัวใหม่ คุณคิดแค่ต้นทุนสินค้าบวกค่าธรรมเนียม แล้วตั้งราคาจากตรงนั้นเลย ค่าแพ็คเลยไม่เคยถูกรวมเข้าไปในสูตรตั้งแต่ต้น พอขายไปเรื่อยๆ กำไรที่คิดไว้ในหัวกับกำไรจริงในบัญชีเลยไม่ตรงกัน
คำนวณค่าแพ็คต่อชิ้นที่แท้จริง
ก่อนจะรู้ว่าค่าแพ็คกินกำไรไปเท่าไหร่ คุณต้องรู้ก่อนว่าค่าแพ็คต่อชิ้นของร้านคุณคือเท่าไหร่ ลองไล่ดูของทุกอย่างที่ใช้ตอนแพ็คหนึ่งกล่อง ไม่ใช่แค่กล่องกับเทป
- กล่องหรือซองไปรษณีย์ ตามขนาดที่ใช้บ่อยที่สุด
- เทปปิดกล่อง คิดตามความยาวที่ใช้จริงต่อชิ้น ไม่ใช่ราคาทั้งม้วน
- วัสดุกันกระแทก เช่น บับเบิ้ล กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือเศษผ้า
- สติกเกอร์ใบปะหน้า หรือกระดาษพิมพ์ที่อยู่
- การ์ดขอบคุณหรือใบแนะนำร้าน ถ้าร้านคุณใส่ทุกกล่อง
- หมึกพิมพ์กับค่าไฟเครื่องพิมพ์ เฉลี่ยต่อชิ้นเล็กน้อยแต่มีจริง
ลองคิดกับร้านที่ขายกระเป๋าผ้าราคาชิ้นละ 250 บาท ต้นทุนสินค้า 120 บาท ใช้กล่องเบอร์ B ราคา 5 บาท เทปที่ใช้จริงต่อชิ้น 1.5 บาท กันกระแทก 2 บาท สติกเกอร์ 1 บาท การ์ดขอบคุณ 1.5 บาท และหมึกพิมพ์เฉลี่ย 1 บาท
รวมค่าแพ็คทั้งหมดต่อชิ้นคือ 5 บวก 1.5 บวก 2 บวก 1 บวก 1.5 บวก 1 เท่ากับ 12 บาทต่อชิ้น ตัวเลขนี้แหละที่ร้านส่วนใหญ่ไม่เคยเอามาคิดรวมตอนตั้งราคาหรือตอนสรุปกำไรปลายเดือน
ให้คุณลองคิดแบบเดียวกันกับสินค้าของร้านตัวเอง จดของทุกอย่างที่หยิบตอนแพ็คหนึ่งกล่องลงกระดาษ แล้วใส่ราคาที่ซื้อมาจริงต่อหน่วย จะได้ตัวเลขค่าแพ็คต่อชิ้นของร้านคุณเอง ไม่ต้องเดาเอาเอง
ค่าแพ็คของสินค้าแต่ละแบบไม่เท่ากัน สินค้าชิ้นเล็กบอบบางอย่างเครื่องประดับอาจใช้กันกระแทกเยอะกว่ากระเป๋าผ้า ส่วนสินค้าชิ้นใหญ่อย่างเสื้อผ้าหลายตัวต่อกล่องอาจต้องใช้กล่องเบอร์ใหญ่ขึ้น ให้คุณคำนวณแยกตามกลุ่มสินค้าหลักของร้าน ไม่ต้องทำทุกตัว แต่ทำอย่างน้อยกลุ่มที่ขายดีที่สุดสามอันดับแรกก่อน
ใส่ค่าแพ็คเข้าไปในราคาขายให้ถูกจุด
ร้านส่วนใหญ่คิดกำไรจากสามตัวเลข คือราคาขาย ต้นทุนสินค้า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แล้วข้ามค่าแพ็คไปเฉยๆ ลองดูว่าตัวเลขต่างกันแค่ไหนถ้าคุณใส่ค่าแพ็คเข้าไปด้วย
กระเป๋าผ้าราคาขาย 250 บาท หักต้นทุนสินค้า 120 บาท เหลือ 130 บาท หักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 8 เปอร์เซ็นต์ หรือ 20 บาท เหลือ 110 บาท ตัวเลข 110 บาทนี้คือกำไรที่คุณจะเห็นถ้าคิดแบบไม่รวมค่าแพ็ค
ทีนี้หักค่าแพ็คที่คำนวณไว้ก่อนหน้า 12 บาทออกไปอีก เหลือกำไรจริง 98 บาทต่อชิ้น ไม่ใช่ 110 บาทตามที่คิดไว้ตอนแรก
ต่างกัน 12 บาทต่อชิ้น ดูเหมือนน้อย แต่ถ้าร้านคุณขายเดือนละ 300 ชิ้น ส่วนต่างนี้รวมเป็น 3,600 บาทต่อเดือน ที่หายไปเงียบๆ โดยที่คุณไม่เคยรู้ตัว เพราะมันไม่เคยถูกนับตั้งแต่ต้น
วิธีแก้ไม่ใช่การขึ้นราคาสินค้าทันที แต่คือการรู้ตัวเลขนี้ไว้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าคุณจะดูดซับต้นทุนนี้ไว้เอง หรือจะปรับราคาขายขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้กำไรที่ตั้งใจไว้ตรงกับกำไรจริง
เลือกขนาดกล่องให้พอดีสินค้า ลดค่าแพ็คโดยไม่ลดคุณภาพ
กล่องใหญ่เกินความจำเป็นเป็นจุดที่กินเงินโดยไม่รู้ตัวมากที่สุด หลายร้านเลือกกล่องเบอร์ใหญ่ไว้ก่อนเพราะกลัวของไม่พอดี หรือเผื่อใส่การ์ดกับของแถม
ลองเทียบกล่องเบอร์ D ราคา 8 บาท กับกล่องเบอร์ B ที่ใส่กระเป๋าผ้าได้พอดี ราคา 5 บาท ต่างกัน 3 บาทต่อชิ้น ถ้าคุณขายเดือนละ 300 ชิ้น ต่างกัน 900 บาทต่อเดือน จากแค่การเลือกขนาดกล่องให้พอดีกับสินค้า
นอกจากค่ากล่องเอง กล่องที่ใหญ่เกินไปยังเสี่ยงโดนขนส่งบางเจ้าคิดค่าส่งตามปริมาตรแทนน้ำหนักจริง ยิ่งกล่องใหญ่ ค่าส่งก็ยิ่งสูงตาม ทั้งที่ของข้างในเบาและไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น
วิธีเลือกที่ใช้ได้จริงคือเตรียมกล่องไว้ 2-3 ขนาดสำหรับสินค้าหลักของร้าน ไม่ใช่ใช้เบอร์เดียวกับทุกอย่าง แล้วให้คุณลองแพ็คของจริงดูก่อนสั่งกล่องมาสต๊อกจำนวนมาก เพื่อไม่ให้ต้องมาเปลี่ยนทีหลัง
ถ้าร้านคุณใส่การ์ดขอบคุณหรือของแถมชิ้นเล็กเป็นประจำ ให้วัดพื้นที่ที่ต้องใช้จริงก่อน แล้วค่อยเลือกกล่อง ไม่ใช่เผื่อพื้นที่ว่างไว้เกินความจำเป็นเพราะ "อาจจะได้ใช้"
ซื้อวัสดุแพ็คแบบไหนคุ้มกว่า
อีกจุดที่คุณประหยัดได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลยคือวิธีซื้อวัสดุแพ็ค ร้านที่ซื้อทีละน้อยจากร้านเครื่องเขียนใกล้บ้านมักจ่ายแพงกว่าร้านที่ซื้อยกแพ็คจากร้านขายส่งออนไลน์
| วัสดุ | ซื้อปลีก | ซื้อยกแพ็ค | ประหยัดต่อชิ้น |
|---|---|---|---|
| กล่องเบอร์ B | 6 บาท/ใบ | 4 บาท/ใบ | 2 บาท |
| เทปใส 2 นิ้ว | 2 บาท/ชิ้นที่ใช้ | 1.3 บาท/ชิ้นที่ใช้ | 0.7 บาท |
| ซองกันกระแทก | 3 บาท/ชิ้น | 2 บาท/ชิ้น | 1 บาท |
รวมประหยัดได้ 3.7 บาทต่อชิ้น ถ้าคุณขายเดือนละ 300 ชิ้น เท่ากับ 1,110 บาทต่อเดือน โดยที่คุณภาพของแพ็คไม่ได้ลดลงเลย เป็นวัสดุชนิดเดียวกัน แค่ซื้อมาจากที่คุ้มกว่า
เงื่อนไขเดียวที่ต้องระวังคือเงินจม ถ้าร้านคุณขายไม่ถึงเดือนละร้อยชิ้น การซื้อยกแพ็คจำนวนมากอาจทำให้เงินไปจมอยู่กับกล่องเปล่าแทนที่จะหมุนเป็นของขาย ให้คุณเริ่มจากซื้อจำนวนที่ใช้ได้ภายในหนึ่งถึงสองเดือน แล้วค่อยเพิ่มจำนวนเมื่อร้านขายได้สม่ำเสมอ
จดค่าแพ็คทุกเดือน เพื่อจับความผิดปกติเร็ว
ค่าแพ็คเป็นต้นทุนที่ขึ้นลงได้ตลอด ราคากระดาษ ราคาเทป หรือราคากล่องอาจขึ้นโดยที่คุณไม่ทันสังเกต เพราะจ่ายทีละไม่กี่บาท
วิธีจับให้ทันคือจดค่าแพ็ครวมทุกเดือนไว้ในสมุดเล่มเดียวกับที่จดต้นทุนสินค้า ไม่ต้องละเอียดถึงขั้นแยกทุกรายการ แค่รวมยอดใบเสร็จค่ากล่อง เทป และวัสดุกันกระแทกที่ซื้อมาทั้งเดือน แล้วหารด้วยจำนวนออเดอร์เดือนนั้น จะได้ค่าแพ็คเฉลี่ยต่อชิ้น
ถ้าเดือนไหนตัวเลขเฉลี่ยต่อชิ้นขยับขึ้นจากเดือนก่อนเกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ ให้คุณเช็กทันทีว่าราคาวัสดุที่ร้านประจำขึ้นราคา หรือมีคนในร้านใช้วัสดุแพ็คเปลืองกว่าที่ควร เช่น พันเทปหนาเกินความจำเป็น หรือใช้กันกระแทกเยอะเกินสินค้าที่บอบบางจริง
การจดตัวเลขนี้ไว้ทุกเดือนยังช่วยตอนคุณจะออกสินค้าตัวใหม่ด้วย เพราะมีตัวเลขค่าแพ็คเฉลี่ยของร้านตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องมานั่งเดาใหม่ทุกครั้งที่ตั้งราคา
ของจริงจากหน้าร้าน
ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านขายกระเป๋าผ้า ขายเดือนละ 300 ชิ้น ราคาชิ้นละ 250 บาท เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าค่าแพ็คกินกำไรไปเท่าไหร่ถ้าไม่เคยเอามาคิด
| วิธีคิดกำไร | กำไรต่อชิ้น | กำไรต่อเดือน (300 ชิ้น) |
|---|---|---|
| ไม่รวมค่าแพ็ค (หักแค่ต้นทุนสินค้าและค่าธรรมเนียม) | 110 บาท | 33,000 บาท |
| รวมค่าแพ็คครบทุกรายการ | 98 บาท | 29,400 บาท |
| ส่วนต่างที่หายไปเงียบๆ ถ้าไม่เคยนับ | 12 บาท | 3,600 บาท |
ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขของทุกร้าน แต่ประเด็นที่อยากให้คุณเห็นคือส่วนต่าง 3,600 บาทต่อเดือนนี้ ไม่ได้เกิดจากคุณขายได้น้อยลง หรือต้นทุนสินค้าแพงขึ้น แต่เกิดจากต้นทุนที่ไม่เคยถูกนับตั้งแต่ต้น
ถ้าคุณเลือกซื้อวัสดุยกแพ็คตามที่คำนวณไว้ก่อนหน้า จะประหยัดเพิ่มได้อีกเดือนละประมาณ 1,110 บาท โดยไม่ต้องขึ้นราคาขายสักบาทเดียว รวมสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน คุณจะเห็นกำไรที่ชัดเจนขึ้นทุกเดือน โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกอะไรเปลี่ยนไปเลย
ถ้าร้านคุณยังเล็กอยู่ ขายเดือนละ 100 ชิ้น ตัวเลขส่วนต่างจากตารางข้างต้นจะลดลงตามสัดส่วน คือประมาณ 1,200 บาทต่อเดือนจากค่าแพ็คที่ไม่เคยนับ บวกกับอีกประมาณ 370 บาทต่อเดือนถ้าเปลี่ยนไปซื้อวัสดุแบบยกแพ็ค ตัวเลขจะเล็กลงตามยอดขาย แต่หลักการเดียวกันใช้ได้ไม่ว่าร้านคุณจะขายมากหรือน้อย
จุดที่คนพลาดบ่อย
พลาดข้อแรก เลือกกล่องใหญ่ไว้ก่อนเพราะกลัวของไม่พอดี ทั้งที่กล่องใหญ่เกินไปเสียทั้งค่ากล่องเองและอาจโดนคิดค่าส่งตามปริมาตรเพิ่มขึ้นด้วย ให้คุณลองแพ็คของจริงก่อนสั่งกล่องมาสต๊อกจำนวนมาก จะได้ขนาดที่พอดีจริงๆ ไม่ใช่กะเอาจากความรู้สึก
พลาดข้อที่สอง ซื้อวัสดุแพ็คทีละน้อยเพราะกลัวเงินจม ทำให้คุณจ่ายแพงกว่าราคาซื้อยกแพ็คตลอดทั้งปี ถ้าร้านคุณขายสม่ำเสมออยู่แล้ว การซื้อยกแพ็คในจำนวนที่ใช้ได้ภายในหนึ่งถึงสองเดือนจะคุ้มกว่า โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจมเยอะเกินไป
พลาดข้อที่สาม ลืมรวมค่าแพ็คตอนตั้งราคาสินค้าตัวใหม่ ตั้งราคาจากต้นทุนสินค้าบวกค่าธรรมเนียมอย่างเดียว พอขายไปสักพักถึงรู้ว่ากำไรที่คิดไว้ในหัวกับกำไรจริงต่างกัน ให้คุณใส่ค่าแพ็คเฉลี่ยต่อชิ้นของร้านเข้าไปในสูตรตั้งราคาตั้งแต่วันแรกที่คิดราคาสินค้าตัวใหม่
สรุปสั้นๆ
คืนนี้ให้คุณหยิบใบเสร็จค่ากล่อง เทป และวัสดุกันกระแทกที่ซื้อมาในเดือนนี้มารวมยอดดู แล้วหารด้วยจำนวนออเดอร์ที่ขายไปเดือนนี้ จะได้ค่าแพ็คเฉลี่ยต่อชิ้นของร้านคุณ
เอาตัวเลขนั้นไปหักออกจากกำไรที่คุณเคยคิดไว้ จะเห็นทันทีว่ากำไรจริงต่างจากที่คิดไว้แค่ไหน
ถ้าต่างกันเยอะ ให้คุณเริ่มจากเลือกขนาดกล่องให้พอดีกับสินค้าก่อน แล้วค่อยดูว่าจะเปลี่ยนไปซื้อวัสดุแพ็คแบบยกแพ็คได้ไหม สองอย่างนี้ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องขึ้นราคาขายเลยสักบาท
อ่านต่อ
แพ็ก ส่ง สต๊อก · อ่าน 9 นาที
ตัดยอดขายประจำวันให้ตรงกับของที่แพ็กออกจริง
วิธีนับของและตัดยอดขายทุกวันแบบไม่ต้องนั่งไล่แชทตอนดึก พร้อมตารางแยกยอดขายกับยอดแพ็กออก และลำดับตามหาเมื่อเลขไม่ตรง
แพ็ก ส่ง สต๊อก · อ่าน 9 นาที
ของหายบ่อยจนทนไม่ไหว เจรจาขนส่งยังไงก่อนเปลี่ยนเจ้า
ของหายซ้ำจนอยากเปลี่ยนขนส่งทันที แต่ก่อนย้ายเจ้า ลองเจรจากับสาขาเดิมก่อน อาจแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องเสียความคุ้นเคยกับสาขาขนส่งที่รู้จักร้านคุณดีอยู่แล้ว
แพ็ก ส่ง สต๊อก · อ่าน 9 นาที
เก็บกล่องถุงมือสองไว้แพ็กซ้ำ ประหยัดได้จริงแค่ไหน
คำนวณต้นทุนกล่องและถุงมือสองที่เก็บไว้แพ็กซ้ำ พร้อมเกณฑ์คัดว่าใบไหนควรเก็บ ใบไหนทิ้งดีกว่า และจุดที่ทำแล้วเสียมากกว่าได้