มีเว็บร้านของตัวเองคุ้มไหม เมื่อมีมาร์เก็ตเพลสอยู่แล้ว
วิธีคำนวณความคุ้มค่าระหว่างการขายบนแอปอย่างเดียวกับการมีเว็บร้านของตัวเอง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่าถึงเวลาต้องย้ายหรือขยายร้านแล้วหรือยัง
2026-07-19 · อ่าน 8 นาที
ลองหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอปธนาคารแล้วเช็กยอดโอนเงินย้อนหลังสัก 1 เดือนดูว่า คุณโดนหักค่าธรรมเนียมจากแอปขายของ (Marketplace) ไปทั้งหมดเท่าไหร่ หลายคนขายดีจนแพ็กของไม่ทัน แต่พอมานั่งไล่ดูตัวเลขจริง ๆ กลับพบว่ากำไรที่ควรจะได้หายไปกับค่าคอมมิชชันและค่าบริการสารพัดอย่างจนน่าตกใจ คำถามที่ตามมาคือ แล้วถ้าเราขยับขยายไปทำเว็บไซต์ร้านของตัวเอง มันจะคุ้มกับค่าเหนื่อยและค่าใช้จ่ายที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มไหม
ลองกางบัญชีดูว่าปีที่ผ่านมาคุณจ่าย ค่าเช่าที่ ให้แอปไปเท่าไหร่
ก่อนจะตัดสินใจว่าทำเว็บคุ้มไหม คุณต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้คุณเสียเงินให้คนอื่นไปเท่าไหร่ ปกติแล้วเวลาขายบนแอปใหญ่ ๆ คุณไม่ได้เสียแค่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3% เท่านั้น แต่ยังมีค่าคอมมิชชันตามหมวดหมู่สินค้า ค่าบริการร่วมโปรแกรมส่งฟรี และค่าบริการร่วมโปรแกรมส่วนลดต่าง ๆ ซึ่งรวม ๆ กันแล้วอาจจะสูงถึง 10-15% ต่อคำสั่งซื้อ
ลองคำนวณตามง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าคุณขายเสื้อผ้าแฟชั่นได้เดือนละ 100,000 บาท แล้วโดนหักค่าธรรมเนียมรวมทุกอย่าง 12% เท่ากับว่าใน 1 เดือน คุณจ่ายให้แอปไป 12,000 บาท พอรวมทั้งปี (12,000 x 12) คุณจะเสียเงินก้อนนี้ไปถึง 144,000 บาท เงินจำนวนนี้ซื้อรถมอเตอร์ไซค์คันใหม่ได้เลย หรือเอาไปจ้างคนมาช่วยแพ็กของได้ทั้งปี
การมีเว็บร้านของตัวเองจะช่วยตัดภาระค่าคอมมิชชันและค่าบริการส่วนนี้ออกไปเกือบทั้งหมด สิ่งที่คุณต้องเสียมีเพียงค่าธรรมเนียมการชำระเงินเวลาลูกค้าจ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2-3% เท่านั้น ถ้าขายได้ 100,000 บาทเหมือนเดิม คุณจะเสียค่าธรรมเนียมแค่ 3,000 บาท ประหยัดเงินไปได้ทันทีเดือนละ 9,000 บาท
ทำเว็บเองต้องจ่ายอะไรบ้าง และราคาต่างจากแอปแค่ไหน
การเปิดเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ในไทยตอนนี้มี 2 ทางเลือกหลักที่คนขายของคนเดียวทำได้เอง คือการใช้เว็บสำเร็จรูปชื่อดังในไทย (เช่น LnwShop, BentoWeb) กับการเช่าโฮสติ้งเพื่อจดโดเมนเนมเอง ซึ่งต้นทุนไม่ได้แพงอย่างที่คิด
| รายการต้นทุน | ประมาณการราคา (ต่อปี) | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| ชื่อเว็บไซต์ (Domain Name) | 450 - 600 บาท | จ่ายครั้งเดียวใช้ได้ 1 ปี เช่น www.ชื่อร้านคุณ.com |
| ระบบร้านค้าสำเร็จรูป | 0 - 5,000 บาท | มีแบบฟรีแต่จะมีโฆษณา ถ้าอยากได้ฟีเจอร์ครบก็จ่ายรายปี |
| ระบบชำระเงิน (Payment Gateway) | ไม่มีค่ารายปี | หักเป็นเปอร์เซ็นต์ตามการใช้งานจริง (2-4%) |
ถ้าคุณเลือกใช้แพ็กเกจเริ่มต้นที่รองรับการตัดบัตรและตัดสต็อกได้แม่นยำ ต้นทุนรวมจะตกอยู่ที่ปีละประมาณ 3,000 - 6,000 บาท เมื่อเทียบกับเงิน 144,000 บาทที่คุณจ่ายให้แอป (จากตัวอย่างยอดขายแสนเดียว) จะเห็นว่าต้นทุนทำเว็บนั้นน้อยกว่ามาก แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ "ความเหนื่อย" ในการหาลูกค้าเข้าเว็บเอง เพราะบนเว็บไม่มีใครมาช่วยโปรโมตให้เหมือนในแอป
งานที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีบ้านของตัวเอง คุณไหวหรือเปล่า
ข้อดีที่สุดของแอปขายของคือเขามีคนเดินผ่านไปมาเยอะมาก คุณแค่ลงของให้ถูกหลัก จัดหน้าร้านให้สวย เดี๋ยวก็มีคนค้นหาเจอ แต่สำหรับเว็บไซต์ มันเหมือนคุณไปปลูกบ้านอยู่ในซอยลึก ถ้าคุณไม่ทำป้ายบอกทาง ไม่แจกใบปลิว ก็จะไม่มีใครรู้จักร้านคุณเลย
งานที่เพิ่มขึ้นมาทันทีที่คุณมีเว็บคือ คุณต้องเป็นคนคุมการตลาดเองทั้งหมด คุณต้องยิงโฆษณาผ่าน Facebook, TikTok หรือทำคอนเทนต์ลงกลุ่มต่าง ๆ เพื่อดึงคนให้คลิกลิงก์เข้าเว็บ ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนเพิ่มขึ้น หากคุณเป็นคนขายของคนเดียวที่งานล้นมืออยู่แล้ว การต้องมานั่งดูแลหลังบ้านเว็บ ตอบแชทลูกค้าที่มาจากหลายทาง และคิดแผนยิงโฆษณาอาจจะทำให้คุณเหนื่อยจนเกินไป
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการจัดการสต็อก ถ้าคุณขายทั้งบนแอปและบนเว็บพร้อมกัน คุณต้องมีระบบที่คอยตัดสต็อกให้ตรงกันตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นถ้าของชิ้นสุดท้ายขายออกบนแอปตอนเที่ยงคืน แล้วลูกค้าอีกคนมากดซื้อบนเว็บตอนตีหนึ่ง คุณจะไม่มีของส่งให้ลูกค้าและอาจโดนตำหนิได้
เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มขยับขยายไปทำเว็บร้านตัวเอง
เราไม่ได้บอกว่าคุณต้องเลิกขายบนแอปแล้วมาทำเว็บอย่างเดียว แต่คุณควรมีเว็บเป็น "บ้านสำรอง" หรือเป็นช่องทางหลักสำหรับลูกค้าประจำ โดยดูจากสัญญาณเหล่านี้
- เมื่อโดนหักค่าธรรมเนียมเกินเดือนละ 5,000 บาท: นี่คือตัวเลขที่บอกว่าคุณเริ่มจ่ายค่าเช่าที่แพงเกินไปแล้ว เงินส่วนนี้ถ้าเอามาจ่ายค่าระบบเว็บและค่าโฆษณาเอง คุณอาจจะเหลือเงินกำไรในกระเป๋ามากกว่าเดิม
- เมื่อต้องการเก็บฐานข้อมูลลูกค้า: ขายบนแอป คุณแทบไม่รู้เลยว่าลูกค้าเป็นใคร ได้แค่ชื่อที่อยู่ส่งของ แต่ถ้าขายบนเว็บ คุณจะได้เบอร์โทรศัพท์และอีเมล ซึ่งสามารถเอามาทำโปรโมชันส่งตรงให้ลูกค้าเดิมได้โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาใหม่
- เมื่อเริ่มกังวลเรื่องการโดนปิดร้าน: กฎของแอปเปลี่ยนบ่อย วันดีคืนดีร้านคุณอาจโดนแบนหรือโดนระงับการมองเห็นด้วยเหตุผลที่คุณไม่ได้ตั้งใจ การมีเว็บของตัวเองจะช่วยให้ธุรกิจคุณไม่ล้มตามไปด้วยเพราะคุณยังติดต่อลูกค้าได้เสมอ
วิธีเริ่มที่ง่ายที่สุดสำหรับคนขายของคนเดียวคือ ให้ลองเปิดเว็บควบคู่ไปกับการขายบนแอปเดิม โดยใช้เว็บเป็นที่รวมสินค้าทั้งหมด แล้วใส่ลิงก์เว็บไว้ในหน้าโปรไฟล์โซเชียลของคุณ ลูกค้าคนไหนที่เป็นลูกค้าประจำและไว้ใจกันแล้ว ให้ชวนเขามาซื้อผ่านเว็บโดยยื่นข้อเสนอว่า "ซื้อในเว็บถูกกว่าเพราะมีส่วนลดพิเศษ" วิธีนี้จะช่วยให้คุณค่อย ๆ ย้ายฐานลูกค้ามาอยู่ในที่ที่คุณไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชันให้ใคร
สรุปสั้น ๆ
การมีเว็บร้านของตัวเองคุ้มค่าแน่นอนถ้าคุณมียอดขายต่อเดือนเกิน 50,000 บาทขึ้นไป เพราะค่าธรรมเนียมที่ประหยัดได้จะมากกว่าค่าเช่าเว็บหลายเท่าตัว แต่คุณต้องพร้อมที่จะเสียเวลาทำโฆษณาเองและดูแลระบบหลังบ้านเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับการได้เป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้าและไม่ต้องเสี่ยงกับการโดนแอปปิดร้านโดยไม่รู้ตัว
อ่านต่อ
ขายบนแพลตฟอร์ม · อ่าน 8 นาที
ทำไมต้องมีรายชื่อลูกค้าของตัวเอง ไม่ใช่แค่ผู้ติดตาม
วิธีเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นรายชื่อที่คุณเป็นเจ้าของเอง เพื่อลดความเสี่ยงโดนปิดเพจและประหยัดค่าโฆษณาในระยะยาว
ขายบนแพลตฟอร์ม · อ่าน 8 นาที
กันร้านโดนปิด — สิ่งที่ห้ามทำในแต่ละแพลตฟอร์ม
เช็กด่วนก่อนโดนแบน รวมคำต้องห้ามและกฎเหล็กที่แม่ค้าออนไลน์ต้องรู้เพื่อรักษาประวัติร้านให้คลีน พร้อมวิธีสำรองช่องทางขายไม่ให้รายได้สะดุด
ขายบนแพลตฟอร์ม · อ่าน 8 นาที
ขายหลายช่องทางพร้อมกัน โดยไม่ต้องทำงานหลายเท่า
เคล็ดลับเพิ่มช่องทางขายของออนไลน์โดยไม่เหนื่อยเพิ่มเป็นเท่าตัว ด้วยการเตรียมข้อมูลชุดเดียวให้ใช้ได้ทุกแอปฯ พร้อมวิธีจัดการสต็อกและราคาขายให้ไม่พลาด