ขายบนแพลตฟอร์ม

เว็บร้านตัวเองคุ้มไหม ทั้งที่ขายมาร์เก็ตเพลสอยู่แล้ว

เทียบต้นทุนจริงระหว่างขายบนมาร์เก็ตเพลสกับเปิดเว็บร้านตัวเอง พร้อมตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและจุดคุ้มทุนที่ควรเริ่มทำเว็บเพิ่ม

2026-07-19 · อ่าน 9 นาที

เมื่อคืนมีคนทักมาถามหลังไลฟ์จบ "เห็นร้านอื่นมีเว็บตัวเอง เราควรทำบ้างไหม"

คุณตอบไปว่ายังไม่รู้ ต้นทุนแพงไหม ทำยากไหม ทำแล้วยอดจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า

ตอนนี้ร้านคุณขายอยู่บน Shopee กับ TikTok ยอดเดือนละหลักหมื่น ทุกอย่างพอไปได้ แต่ค่าธรรมเนียมที่โดนหักทุกออเดอร์เริ่มทำให้คิดหนัก

คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกร้าน ขึ้นอยู่กับว่าร้านคุณอยู่จุดไหนตอนนี้

มาร์เก็ตเพลสสะดวกตอนเริ่มต้น เพราะมีคนเดินผ่านหน้าร้านอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาหาลูกค้าเอง คุณแค่ลงสินค้าแล้วรอคนค้นเจอ

แต่พอร้านโตขึ้น ค่าธรรมเนียมที่เคยรู้สึกว่าน้อย เริ่มกลายเป็นก้อนใหญ่ทุกเดือน แถมกฎยังเปลี่ยนบ่อย บางเดือนค่าส่งขึ้น บางเดือนต้องจ่ายเพิ่มถึงจะมีคนเห็นร้าน

ร้านที่เคยพอมีกำไร พอยอดขึ้นเป็นเท่าตัว กลับรู้สึกว่ากำไรไม่ได้ขึ้นตาม เพราะค่าธรรมเนียมก็ขึ้นเป็นเท่าตัวเหมือนกัน

ตรงนี้เองที่ทำให้แม่ค้าหลายคนเริ่มมองหาทางที่สอง คือมีพื้นที่ขายของตัวเอง ที่ไม่ต้องแบ่งกำไรให้ใคร และไม่ต้องกลัวโดนเปลี่ยนกฎกะทันหัน

คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนคือ เว็บของตัวเองมันคุ้มจริงไหม หรือแค่เห็นร้านอื่นทำแล้วอยากทำตาม

ค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลสกินไปเท่าไหร่จริง ๆ

ลองนับดูจากออเดอร์จริงหนึ่งชิ้น ขายเสื้อตัวละ 300 บาท

แพลตฟอร์มส่วนใหญ่หักค่าธรรมเนียมการขายประมาณ 4-6% ของยอดขาย เท่ากับ 12-18 บาท

บวกค่าธุรกรรมชำระเงินอีกประมาณ 2-3% เท่ากับ 6-9 บาท

ถ้าร้านเข้าร่วมโปรโมชั่นส่งฟรี ต้องออกค่าส่งเองอีกก้อนหนึ่ง เฉลี่ยชิ้นละ 20-35 บาท แล้วแต่แพลตฟอร์ม

รวมแล้วออเดอร์ 300 บาท อาจเหลือเข้ากระเป๋าจริงแค่ 240-260 บาท ก่อนหักต้นทุนสินค้าด้วยซ้ำ

ยิ่งขายเยอะ ยอดที่หายไปยิ่งเป็นก้อนใหญ่ ร้านที่ขายเดือนละ 100,000 บาท อาจเสียค่าธรรมเนียมรวมไปหลายพันถึงหมื่นต้น ๆ ต่อเดือน โดยไม่ทันรู้ตัว

บางร้านยังจ่ายเพิ่มอีกก้อน คือค่ายิงโฆษณาในแอป เพื่อให้สินค้าขึ้นไปอยู่หน้าแรกตอนคนค้นหา ถ้าไม่จ่าย สินค้าอาจจมอยู่หน้าสิบ ไม่มีใครเห็นเลย

ต้นทุนเปิดเว็บร้านตัวเองมีอะไรบ้าง

เว็บร้านตัวเองไม่ได้แปลว่าต้องจ้างคนเขียนโปรแกรมทำใหม่ทั้งหมด

ทุกวันนี้มีระบบสำเร็จรูปให้เช่าใช้ ราคาเริ่มต้นเดือนละประมาณ 300-900 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าและฟีเจอร์ที่ต้องใช้

บวกค่าโดเมนชื่อเว็บปีละประมาณ 300-500 บาท ถ้าอยากได้ชื่อสั้นหรือจำง่าย บางครั้งต้องจ่ายแพงกว่านี้

รวมทั้งปีตกอยู่ที่ประมาณ 4,000-11,000 บาท

ค่าธุรกรรมชำระเงินยังต้องจ่ายเหมือนเดิม ประมาณ 2-3% ต่อออเดอร์ เพราะเป็นค่าธรรมเนียมของธนาคารหรือระบบรับเงิน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมของมาร์เก็ตเพลส

ข้อดีคือไม่มีค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายเลย ต่างจากมาร์เก็ตเพลสที่หักทุกออเดอร์ ไม่ว่าคุณจะขายเดือนละกี่บาท

แต่มีต้นทุนที่มองไม่เห็นอีกก้อนหนึ่ง คือค่าโฆษณาพาคนเข้าเว็บ เพราะเว็บใหม่ไม่มีคนรู้จัก ถ้าอยากให้มีคนเข้ามาซื้อ ต้องมีทางพาเขามาเอง ไม่ใช่รอเฉย ๆ

ถ้ายังไม่มีงบจ้างคนแต่งเว็บ เลือกระบบที่มีธีมสำเร็จรูปให้ปรับเองได้ก่อน ประหยัดกว่าจ้างออกแบบใหม่ทั้งหมดมาก

เว็บร้านตัวเองทำสิ่งที่มาร์เก็ตเพลสทำให้ไม่ได้

บนมาร์เก็ตเพลส หน้าร้านคุณต้องใช้แบบเดียวกับร้านอื่นทุกร้าน จะใส่เรื่องราวหรือรูปแบบพิเศษได้จำกัดมาก

เว็บของตัวเอง ออกแบบหน้าตาได้เอง ใส่เรื่องราวร้าน ใส่รีวิวลูกค้าแบบเต็ม ๆ ใส่วิธีใช้สินค้าแบบละเอียดได้ ไม่ต้องกลัวโดนจำกัดความยาว

ที่สำคัญกว่านั้นคือข้อมูลลูกค้าเป็นของคุณเอง เก็บเบอร์โทร เก็บอีเมล ทำเป็นลิสต์ส่งโปรโมชั่นตรงได้เลย ไม่ต้องพึ่งให้แพลตฟอร์มช่วยหาลูกค้าเก่าให้

ลูกค้าที่เคยซื้อแล้วอยากซื้อซ้ำ พิมพ์ชื่อร้านค้นหาในกูเกิลเจอตรง ๆ ไม่ต้องผ่านการค้นหาในแอปที่ต้องแข่งกับร้านอื่นเป็นร้อย

เว็บร้านยังใช้เป็นที่อ้างอิงความน่าเชื่อถือได้ด้วย เวลามีคนถามในไลฟ์ว่าร้านนี้จริงไหม คุณส่งลิงก์เว็บให้ดูได้ทันที ดูเป็นทางการกว่าส่งลิงก์เพจอย่างเดียว

ร้านที่ขายส่งด้วย ยังใช้เว็บเป็นแคตตาล็อกให้ลูกค้าส่งดูก่อนสั่งได้ ไม่ต้องพิมพ์ราคาส่งซ้ำทุกครั้งที่มีคนถาม

เบอร์โทรและอีเมลที่เก็บผ่านเว็บ ยังเอาไปผูกกับ LINE OA ต่อได้ ทำให้ส่งโปรโมชั่นตรงถึงลูกค้าเก่าโดยไม่ต้องเสียเงินยิงแอดหาใหม่ทุกครั้ง

ลองใช้ประโยคแบบนี้ชวนลูกค้าประจำไปซื้อผ่านเว็บดู "ลูกค้าประจำสั่งผ่านเว็บร้านเราได้เลยนะคะ ราคาเดียวกับในไลฟ์ แถมไม่ต้องรอคิวตอบแชท กดสั่งแล้วแอดมินยืนยันไวกว่าเดิม"

จุดอ่อนของการมีเว็บร้านเอง ที่ต้องรู้ก่อนทำ

ข้อเสียที่สำคัญที่สุดคือไม่มีคนเดินผ่านหน้าร้านให้ฟรีเหมือนมาร์เก็ตเพลส

เปิดเว็บเสร็จวันแรก จะไม่มีใครเจอเว็บคุณเลย ต้องหาทางพาคนเข้ามาเอง เช่น แชร์ลิงก์ในเพจ ใส่ลิงก์ในไลฟ์ หรือยิงโฆษณาเพิ่ม

งานหลังบ้านก็เพิ่มขึ้น ต้องดูแลระบบชำระเงินเอง ตั้งค่าขนส่งเอง ถ้าระบบมีปัญหา ต้องแก้เองหรือติดต่อผู้ให้บริการ ไม่มีทีมซัพพอร์ตมาช่วยแบบมาร์เก็ตเพลส

ลูกค้าบางกลุ่มก็ยังไม่กล้าโอนเงินผ่านเว็บที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะคนที่เคยชินกับการซื้อในแอปที่มีระบบคุ้มครองเงินให้อยู่แล้ว

เรื่องข้อพิพาทก็ต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด ถ้าลูกค้าไม่ได้ของหรือของเสียหาย ไม่มีฝ่ายกลางมาช่วยตัดสิน ต้องคุยกับลูกค้าตรง ๆ เอง

ถ้าไม่คุ้นกับการตั้งค่าระบบหลังบ้านมาก่อน ช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้เพิ่ม เช่น เชื่อมระบบรับเงิน ตั้งค่าขนส่ง หรือแก้ปัญหาเว็บล่มตอนกลางดึก

อีกเรื่องที่ต้องยอมรับคือความอดทน คนค้นหาเจอเว็บผ่านกูเกิลต้องใช้เวลาสะสมเป็นเดือน ไม่ใช่ลงเว็บวันนี้แล้วมีคนค้นเจอพรุ่งนี้เลย

เริ่มทำเว็บร้านยังไงให้ไม่เสี่ยงเงินจม

ไม่ต้องทำเว็บใหญ่โตตั้งแต่วันแรก เริ่มจากเล็กที่สุดก่อน แล้วค่อยขยาย

  1. เลือกระบบสำเร็จรูปราคาถูกที่สุดก่อน ทดลองใช้เดือนแรกก่อนตัดสินใจจ่ายรายปี
  2. ลงสินค้าแค่สิบตัวที่ขายดีที่สุด ไม่ต้องยกร้านทั้งหมดไปลงพร้อมกัน
  3. แปะลิงก์เว็บไว้ในไบโอเพจ ในทุกโพสต์ขายของ และพูดถึงในไลฟ์ทุกครั้ง
  4. ให้ส่วนลดเล็ก ๆ กับลูกค้าที่ซื้อผ่านเว็บครั้งแรก เพื่อจูงใจให้ลองใช้
  5. ตั้งงบโฆษณาพาคนเข้าเว็บไว้ล่วงหน้าเดือนละก้อนเล็ก ๆ อย่าคาดหวังว่าจะมีคนเข้าฟรีทั้งหมด
  6. ทดลองสั่งซื้อในเว็บด้วยตัวเองก่อนเปิดใช้จริง เช็กทุกขั้นตอนตั้งแต่เลือกสินค้าจนจ่ายเงินสำเร็จ
  7. ดูยอดขายจากเว็บทุกสัปดาห์ ถ้าผ่านไปสามเดือนแล้วแทบไม่มีคนสั่งเลย ให้กลับไปทบทวนว่าลูกค้ารู้จักเว็บจริงไหม

ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะร้านจำนวนมากเลิกทำเว็บกลางคัน ไม่ใช่เพราะเว็บไม่ดี แต่เพราะไม่มีใครพาลูกค้ามาเจอเว็บตั้งแต่ต้น

ของจริงจากหน้าร้าน

ลองดูตัวอย่างสมมติร้านขายเครื่องสำอาง ยอดขายเดือนละ 80,000 บาท เฉลี่ยออเดอร์ละ 400 บาท รวม 200 ออเดอร์ต่อเดือน

รายการขายผ่านมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียวขายผ่านเว็บร้านตัวเองด้วย
ค่าธรรมเนียมการขาย 5%4,000 บาท0 บาท
ค่าธุรกรรมชำระเงิน 2.5%2,000 บาท2,000 บาท
ค่าส่งฟรีที่ร้านออกเอง5,000 บาท0 บาท
ค่าเช่าระบบเว็บรายเดือน0 บาท600 บาท
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด11,000 บาท2,600 บาท
เหลือก่อนหักต้นทุนสินค้า69,000 บาท77,400 บาท

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกันของทุกร้าน แต่ส่วนต่างเดือนละ 8,400 บาทนี้มาจากการไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและค่าส่งฟรีที่มาร์เก็ตเพลสกำหนด

คูณสิบสองเดือนคือเกือบ 100,000 บาทต่อปี โดยที่ร้านยังคงเปิดขายบนมาร์เก็ตเพลสไปพร้อมกัน ไม่ได้ปิดช่องทางเดิมทิ้ง

เงื่อนไขสำคัญคือกลุ่มลูกค้านี้ต้องเป็นลูกค้าประจำที่รู้จักร้านอยู่แล้ว ไม่ใช่ลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเจอร้านครั้งแรก เพราะลูกค้าใหม่ส่วนใหญ่ยังหาเจอผ่านมาร์เก็ตเพลสมากกว่า

ร้านนี้ในตัวอย่าง เดือนแรกที่เปิดเว็บมีคนสั่งผ่านเว็บแค่ห้าออเดอร์ ไม่ใช่สองร้อยออเดอร์ทันที กว่าจะขยับมาถึงจุดที่ตารางแสดง ใช้เวลาสะสมลูกค้าประมาณหกเดือน

ลองเทียบกับร้านเล็กอีกแบบ ยอดขายเดือนละ 15,000 บาท ค่าเช่าระบบเว็บเดือนละ 600 บาท กินไปเกือบ 4% ของยอดขายทั้งเดือน มากกว่าค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลสเสียอีก ร้านขนาดนี้ยังไม่คุ้มที่จะแบกต้นทุนคงที่ก้อนนี้

จุดคุ้มทุนคร่าว ๆ อยู่ที่ยอดขายผ่านเว็บประมาณ 20,000-25,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ต่ำกว่านี้ ค่าเช่าระบบยังกินสัดส่วนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับที่ประหยัดค่าธรรมเนียมได้

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก เปิดเว็บแล้วปิดร้านบนมาร์เก็ตเพลสทันที คิดว่าเว็บของตัวเองจะมาแทนได้เลย แต่ลูกค้าใหม่ส่วนใหญ่ยังค้นเจอร้านผ่านมาร์เก็ตเพลสอยู่ ควรเปิดเว็บเป็นช่องทางเสริม ไม่ใช่ช่องทางแทนที่ในทันที

พลาดข้อที่สอง ทำเว็บสวยแต่ไม่มีใครรู้ว่ามีเว็บ ลงทุนทำเว็บเสร็จแล้วรอให้ลูกค้าเดินมาเอง โดยไม่แปะลิงก์ไว้ในเพจ ไม่พูดถึงในไลฟ์ ไม่ใส่ในข้อความตอบแชท สุดท้ายเว็บก็ไม่มีคนเข้า

พลาดข้อที่สาม ลืมเช็กว่าเว็บใช้งานง่ายบนมือถือไหม ลูกค้าส่วนใหญ่เปิดผ่านมือถือ ถ้าเว็บโหลดช้า ปุ่มกดยาก หรือขั้นตอนจ่ายเงินซับซ้อนเกินไป ลูกค้าจะปิดหนีไปซื้อที่มาร์เก็ตเพลสแทนทันที

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้เปิดดูยอดขายย้อนหลังสามเดือน นับดูว่ามีลูกค้าซื้อซ้ำกี่คน

ถ้ายอดยังไม่ถึงหลักสามหมื่นต่อเดือน ให้โฟกัสมาร์เก็ตเพลสต่อไปก่อน ยังไม่ต้องรีบทำเว็บ

ถ้ายอดเริ่มเกินหลักแสนและมีลูกค้าประจำแล้ว ลองเปิดเว็บร้านเป็นช่องทางเสริม เริ่มจากระบบสำเร็จรูปราคาถูกก่อน ไม่ต้องลงทุนหนักตั้งแต่วันแรก

ทำควบคู่กันไปทั้งสองทาง แล้วดูตัวเลขจริงหลังทำไปสักสามเดือน จะรู้เองว่าคุ้มหรือไม่คุ้มสำหรับร้านคุณ

อ่านต่อ