ใจคนขาย และกฎที่ต้องรู้

คำโฆษณาห้ามใช้ ถ้าขายอาหาร เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริม

รวมคำต้องห้ามที่ทำให้โพสต์โดนแบน พร้อมวิธีเปลี่ยนคำเสี่ยงเป็นคำปลอดภัย และความเข้าใจผิดเรื่องเลข อย. ที่แม่ค้าหลายคนพลาดกัน

2026-08-03 · อ่าน 9 นาที

คุณโพสต์ขายคอลลาเจนเมื่อคืน เขียนไว้ว่า "ทานแล้วผิวขาวใส สิวหายใน 7 วัน การันตีผล" โพสต์ปังมาก มีคนทักเข้ามาสิบกว่าคน

เช้าวันรุ่งขึ้นเปิดเพจมาเจอแจ้งเตือน โฆษณาถูกปฏิเสธ เพจโดนจำกัดการมองเห็น แล้วมีข้อความจากลูกเพจคนหนึ่งทักมาว่า "แจ้ง อย. ให้แล้วนะคะ คำนี้อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง"

คุณอาจคิดว่าคำพวกนี้เห็นร้านอื่นใช้กันเต็มไปหมด ทำไมพอเราใช้บ้างถึงโดน ความจริงคือร้านอื่นก็เสี่ยงเหมือนกัน แค่ยังไม่โดนจับได้เท่านั้นเอง และวันหนึ่งก็มีสิทธิ์โดนเหมือนกัน

เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับดวงว่าใครโดนใครรอด แต่เกี่ยวกับคำที่พิมพ์ล้วน ๆ ร้านที่ขายของดีจริง มีลูกค้าประจำเยอะ ก็โดนระงับได้เหมือนกันถ้าใช้คำผิด และร้านที่ขายของธรรมดา ๆ ก็รอดได้ถ้าเลือกคำถูก

ทำไมกฎเรื่องนี้ถึงเข้มขนาดนี้

สินค้าสามกลุ่มนี้ คือ อาหาร เครื่องสำอาง และอาหารเสริม อยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ แต่มีหลักการเดียวกันคือ ห้ามโฆษณาว่าเป็นยา ห้ามอ้างว่ารักษาโรค และห้ามโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงจนคนอ่านหลงเชื่อ

เหตุผลที่กฎเข้มขนาดนี้ไม่ใช่เพราะรัฐอยากกลั่นแกล้งแม่ค้า แต่เพราะเคยมีคนป่วยจริงที่เชื่อโฆษณาแล้วหยุดกินยาแพทย์ไปกินอาหารเสริมแทน จนอาการหนักขึ้น กฎเลยเข้มกับคำที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าสินค้าทำหน้าที่แทนยาได้

แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ TikTok ก็มีระบบสแกนคำเหล่านี้อัตโนมัติ เจอคำต้องห้ามปุ๊บ ระงับโฆษณาทันทีโดยไม่ต้องมีคนแจ้ง ต่อให้ไม่ได้ยิงแอด แค่โพสต์ธรรมดาก็โดนเหมือนกัน เพราะระบบตรวจจับข้อความ ไม่ได้ตรวจจับแค่โฆษณาที่เสียเงิน

อีกจุดที่หลายร้านไม่รู้ คือคนที่แจ้งเบาะแสไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหน้าที่ อาจเป็นลูกค้าที่ไม่พอใจ คู่แข่งที่ขายของแบบเดียวกัน หรือแม้แต่คนไม่รู้จักที่เห็นโพสต์แล้วรู้สึกว่าโอ้อวดเกินจริง ก็แจ้งได้ทั้งนั้น

สามหมวดสินค้า กฎไม่เหมือนกันเป๊ะ ต้องรู้ว่าร้านตัวเองอยู่หมวดไหน

ก่อนจะจำคำต้องห้าม ต้องรู้ก่อนว่าสินค้าที่ขายอยู่ในหมวดไหน เพราะกฎที่คุมแต่ละหมวดคนละฉบับ

อาหารทั่วไป เช่น ขนม เครื่องดื่ม ของกินเล่น อยู่ภายใต้กฎที่ห้ามอ้างว่าป้องกันหรือรักษาโรค ห้ามพูดว่า "กินแล้วลดความดัน" หรือ "กินแล้วเบาหวานหาย"

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น คอลลาเจน วิตามิน ตัวช่วยลดน้ำหนัก จัดอยู่ในหมวดอาหารเหมือนกัน แต่โดนจับตาหนักกว่า เพราะเป็นหมวดที่คนอวดอ้างสรรพคุณกันมากที่สุด ห้ามพูดว่ารักษา บำบัด หรือป้องกันโรคใด ๆ ทั้งสิ้น ต่อให้เป็นโรคเล็กน้อยอย่างสิวหรือผมร่วงก็ห้าม

เครื่องสำอาง เช่น ครีม เซรั่ม แชมพู ลิปสติก มีกฎเฉพาะคือห้ามอ้างว่าไปเปลี่ยนโครงสร้างหรือหน้าที่ของร่างกาย พูดง่าย ๆ คือเครื่องสำอางมีไว้ทา ไว้ใช้ภายนอก จะไปอ้างว่ารักษาสิวอักเสบ ยุบไขมัน หรือกระชับสัดส่วนไม่ได้ เพราะนั่นคือหน้าที่ของยา ไม่ใช่เครื่องสำอาง

ร้านที่ขายทั้งสามหมวดพร้อมกัน ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคำที่ใช้ได้กับอาหารทั่วไป อาจใช้กับเครื่องสำอางไม่ได้เลย

วิธีเช็กง่าย ๆ ว่าสินค้าตัวเองอยู่หมวดไหน ให้ดูจากฉลากหรือใบอนุญาตที่ได้มาจากผู้ผลิต ถ้าฉลากมีเลขสารบบอาหาร แปลว่าเป็นหมวดอาหารหรืออาหารเสริม ถ้าฉลากมีเลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง แปลว่าอยู่หมวดเครื่องสำอาง สองหมวดนี้ใช้คำโฆษณาคนละชุดกัน อย่าเอากฎของหมวดหนึ่งไปใช้กับอีกหมวด

คำที่ห้ามใช้เด็ดขาด ไม่ว่าขายของหมวดไหน

คำกลุ่มนี้เป็นคำที่แพลตฟอร์มสแกนจับก่อนใคร และเป็นคำที่ อย. ถือว่าเข้าข่ายอวดอ้างสรรพคุณเป็นยาทันที

  • รักษา หายขาด บำบัด บรรเทาอาการ ต้านโรค ป้องกันโรค
  • ยับยั้งมะเร็ง ล้างพิษ ดีท็อกซ์ตับ ล้างสารพิษในเลือด
  • ลดน้ำหนักได้จริง เผาผลาญไขมัน สลายไขมันสะสม
  • เพิ่มขนาด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ปลุกฮอร์โมน
  • ไม่มีผลข้างเคียง ปลอดภัย 100% การันตีผลลัพธ์
  • อย. รับรองสรรพคุณ ใช้คำนี้ผิดเสมอ อธิบายต่อในหัวข้อถัดไป

สังเกตว่าคำเหล่านี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ ทำให้คนอ่านเข้าใจว่าสินค้าไปแทนที่การรักษาทางการแพทย์ได้ หรือรับประกันผลลัพธ์ที่ไม่มีใครรับประกันได้จริง แม้แต่ยาที่ผ่าน อย. เต็มรูปแบบก็ยังไม่กล้าพูดคำว่าการันตีผล 100 เปอร์เซ็นต์

ถ้าเผลอพิมพ์คำพวกนี้ไปแล้วในโพสต์เก่า ให้เปิดย้อนไปแก้ทันที ไม่ต้องรอให้โดนแจ้งก่อน เพราะบางระบบสแกนย้อนหลังโพสต์เก่าด้วยเหมือนกัน

คำเสี่ยงที่เปลี่ยนแค่คำเดียวแล้วปลอดภัยขึ้นทันที

คำบางคำไม่ต้องตัดทิ้งทั้งประโยค แค่เปลี่ยนคำเดียวก็เปลี่ยนความหมายจากอ้างสรรพคุณทางยา เป็นบอกคุณสมบัติสินค้าได้แล้ว

คำเสี่ยงเปลี่ยนเป็นใช้ได้กับ
รักษาสิวช่วยลดเลือนรอยสิวเครื่องสำอาง
หน้าขาวใน 7 วันผิวดูกระจ่างใสขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่องเครื่องสำอาง
ลดน้ำหนักได้จริงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรูปร่าง ควบคู่กับอาหารและออกกำลังกายอาหารเสริม
ป้องกันหวัดช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายอาหาร อาหารเสริม
กระชับสัดส่วนช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นเครื่องสำอาง

หลักที่ใช้แปลงคำได้เกือบทุกกรณีคือ เปลี่ยนจากคำยืนยันผลลัพธ์ ให้เป็นคำบอกคุณสมบัติ แล้วเติมคำว่า ช่วย หรือ เป็นส่วนหนึ่งของ ไว้ข้างหน้าเสมอ เพราะคำว่าช่วย ทำให้ประโยคไม่ใช่การยืนยันผลลัพธ์แบบตายตัวอีกต่อไป

เลข อย. ไม่ใช่ใบอนุญาตให้โฆษณาสรรพคุณอะไรก็ได้

หลายร้านเข้าใจผิดว่ามีเลข อย. บนฉลากแล้ว จะพูดสรรพคุณอะไรก็ได้เพราะ "อย. รับรองแล้ว" ความเข้าใจนี้ผิด และเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายร้านโดนปรับทั้งที่สินค้าถูกต้องทุกอย่าง

เลขที่ อย. หรือเลขสารบบอาหาร คือการแจ้งว่าสถานที่ผลิตได้มาตรฐาน และส่วนผสมปลอดภัยตามที่แจ้งไว้เท่านั้น ไม่ได้แปลว่า อย. ตรวจสอบและอนุมัติว่าสินค้ารักษาโรคได้จริง

เพราะฉะนั้นแม้สินค้าจะมีเลข อย. ถูกต้องครบถ้วน แต่ถ้าโฆษณาไปว่า "อย. รับรองว่าลดไขมันได้จริง" ประโยคนี้ก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี เพราะไปอ้างสรรพคุณเกินกว่าที่แจ้งจดไว้

วิธีพูดที่ถูกต้องคือบอกแค่ข้อเท็จจริง เช่น "ผลิตในโรงงานที่ได้มาตรฐาน อย. เลขที่ 10-1-xxxxx-x-xxxx" แล้วจบแค่นั้น ไม่ต้องต่อท้ายด้วยประโยคที่บอกว่า อย. รับรองสรรพคุณใด ๆ เพิ่มเติม

เช็กสามจุดนี้ก่อนกดโพสต์ทุกครั้ง

ระบบง่าย ๆ ที่ทำได้คนเดียวโดยไม่ต้องมีทนายหรือทีมกฎหมาย คือเช็กสามข้อนี้ก่อนกดโพสต์ทุกครั้ง

  1. อ่านทวนคำกริยาในประโยค ถ้าเจอคำว่า รักษา หายขาด ป้องกันโรค ยับยั้ง ให้หยุดแล้วเปลี่ยนเป็นคำว่า ช่วย บำรุง หรือ เป็นส่วนหนึ่งของ ทันที
  2. เช็กว่ามีการรับประกันผลลัพธ์เป็นตัวเลขหรือเปล่า เช่น ขาวใน 7 วัน ผอมใน 1 เดือน ถ้ามีให้ตัดตัวเลขกับกรอบเวลาออก เพราะร่างกายแต่ละคนตอบสนองไม่เท่ากัน การระบุตัวเลขตายตัวคือจุดที่โดนจับบ่อยที่สุด
  3. เช็กว่าใช้คำว่า อย. ถูกที่ไหม พูดได้แค่ว่าได้เลขสารบบอาหารหรือได้มาตรฐานการผลิต ห้ามพ่วงคำว่า อย. รับรองสรรพคุณ หรือ อย. การันตีผล เข้าไปด้วย

ทำสามข้อนี้เป็นนิสัยก่อนโพสต์ทุกครั้ง ใช้เวลาไม่ถึงนาที แต่กันปัญหาที่อาจตามมาทีหลังได้เยอะมาก

ถ้าร้านมีคนช่วยโพสต์หลายคน ให้ปริ๊นต์รายการคำต้องห้ามแปะไว้ตรงที่ทำงาน หรือส่งต่อในไลน์กลุ่มร้าน เพราะปัญหาที่เจอบ่อยคือเจ้าของร้านระวังคำพวกนี้อยู่แล้ว แต่พนักงานที่มาช่วยโพสต์ไม่รู้กฎ แล้วไปพิมพ์คำเสี่ยงแทน

ของจริงจากหน้าร้าน

ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านขายคอลลาเจนที่แก้แคปชันตามหลักข้างบน

รายการแคปชันเดิมแคปชันที่แก้แล้ว
ข้อความทานแล้วผิวขาวใส สิวหายใน 7 วัน การันตีผลทานต่อเนื่อง ช่วยบำรุงผิวจากภายใน เห็นผลแตกต่างกันไปในแต่ละคน
สถานะโฆษณาถูกระงับภายใน 2 วันยิงแอดได้ปกติ ไม่โดนแจ้งเตือน
ยอดขายช่วงที่โดนระงับเพจเข้าไม่ถึงลูกค้าใหม่ ยอดหายไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ยอดกลับมาปกติภายในสัปดาห์เดียว

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นแน่นอนกับทุกร้าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงบ่อย ๆ คือช่วงที่โฆษณาโดนระงับ ร้านจะเข้าถึงลูกค้าใหม่ไม่ได้เลย ต้องพึ่งลูกค้าเก่าอย่างเดียว ซึ่งกว่าจะยื่นอุทธรณ์ให้เพจกลับมาปกติ บางครั้งใช้เวลาเป็นสัปดาห์

ค่าเสียหายจริงไม่ได้อยู่แค่ค่าปรับตามกฎหมาย แต่อยู่ที่ยอดขายที่หายไประหว่างเพจโดนจำกัดการมองเห็น ซึ่งมักจะแพงกว่าค่าปรับเสียอีก โทษปรับจริงตามกฎหมายมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนและบางกรณีถึงจำคุก ถ้าไม่แน่ใจคำไหน ให้เช็กกับสำนักงาน อย. โดยตรงก่อนใช้

จุดที่คนพลาดบ่อย

พลาดข้อแรก คิดว่าคอมเมนต์ตอบลูกค้าไม่นับเป็นโฆษณา ความจริงคำตอบในคอมเมนต์หรือแชทก็นับด้วยเหมือนกัน ถ้าลูกค้าถามว่า "กินแล้วลดไขมันได้ไหม" แล้วตอบว่า "ได้แน่นอนค่ะ ลูกค้าหลายคนหายจากพุงยื่นแล้ว" คำตอบนี้ก็ผิดเหมือนกับเขียนในโพสต์

พลาดข้อที่สอง เอารีวิวลูกค้ามาแปะโดยไม่กรองคำ ลูกค้าดีใจแล้วเขียนรีวิวว่า "ทานแล้วหายจากโรคเก๊าท์เลยค่ะ" ร้านเอารีวิวนี้ไปแคปแปะโพสต์ต่อ แบบนี้ร้านก็ต้องรับผิดชอบคำโฆษณานั้นเหมือนเป็นคนพูดเอง เพราะเป็นคนเลือกเอามาเผยแพร่เอง ให้เลือกแคปเฉพาะรีวิวที่พูดถึงความรู้สึกทั่วไป เช่น กินง่าย ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ไม่พูดถึงโรคใด ๆ

พลาดข้อที่สาม ใช้คำเสี่ยงในชื่อสินค้าหรือชื่อร้านไปแล้วตั้งแต่ต้น เช่น ตั้งชื่อสินค้าว่า "แคปซูลไขมันสลาย" มาตั้งแต่แรก การแก้แคปชันอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนชื่อสินค้าด้วย เพราะชื่อสินค้าที่ขึ้นบนหน้าร้านก็นับเป็นส่วนหนึ่งของโฆษณาเหมือนกัน

สรุปสั้น ๆ

คืนนี้เปิดโพสต์เก่าย้อนหลังสักสิบโพสต์ ไล่หาคำว่า รักษา หายขาด ป้องกันโรค การันตีผล แล้วแก้เป็นคำว่า ช่วย บำรุง เป็นส่วนหนึ่งของ ทีละโพสต์

ถ้าขายอาหารเสริมหรือเครื่องสำอาง ให้เช็กชื่อสินค้าและฉลากด้วยว่ามีคำเสี่ยงติดมาตั้งแต่แรกหรือเปล่า

ทำสามข้อเช็กก่อนโพสต์ให้เป็นนิสัย ใช้เวลาไม่ถึงนาทีต่อโพสต์ แต่กันเพจโดนระงับได้ยาวไปอีกหลายเดือน

อ่านต่อ