เขียนโพสต์ขายของ

แฮชแท็กยังจำเป็นไหม และควรใส่กี่ตัว

เลิกใส่แฮชแท็กมั่วจนโพสต์ดูเลอะเทอะ มาดูวิธีเลือกคำที่ลูกค้าใช้ค้นหาจริง พร้อมเทคนิคการใส่ให้พอดีแยกตามแพลตฟอร์มที่คุณใช้ขายของ

2026-05-17 · อ่าน 8 นาที

ถ้าคุณกำลังก๊อปปี้แฮชแท็กยาวเป็นพรืดมาวางท้ายโพสต์ขายของทุกครั้ง เพราะคิดว่ายิ่งใส่เยอะคนยิ่งเห็นเยอะ คุณกำลังทำพลาดอย่างแรงค่ะ การใส่แฮชแท็กแบบเหวี่ยงแหไม่เพียงแต่จะทำให้โพสต์ของคุณดูเลอะเทอะเหมือนสแปม แต่ในบางแพลตฟอร์มอย่าง Facebook มันแทบไม่มีผลในการช่วยเพิ่มการมองเห็นเลยแม้แต่นิดเดียว ในขณะที่แอปอย่าง TikTok ถ้าคุณเลือกคำถูกเพียงไม่กี่คำ คลิปของคุณอาจจะไปโผล่ตรงหน้าลูกค้าที่กำลังอยากซื้อของชิ้นนั้นพอดี

หัวใจสำคัญคือคุณต้องเข้าใจก่อนว่า "แฮชแท็ก" ของแต่ละแอปทำงานไม่เหมือนกัน คุณไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกที่ได้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าคนขายของออนไลน์ที่ทำร้านคนเดียวอย่างคุณ ควรจะวางแผนเรื่องนี้ยังไงให้ไม่ต้องเหนื่อยฟรี

TikTok คือที่ที่แฮชแท็กทำงานหนักที่สุด

ในบรรดาแอปทั้งหมดที่คนไทยนิยมใช้ TikTok เป็นที่ที่ให้ความสำคัญกับแฮชแท็กมากที่สุด เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มใช้ช่องค้นหาใน TikTok แทน Google กันแล้ว เวลาเขาอยากรู้ว่า "ครีมทาผิวตัวไหนหอม" หรือ "จัดโต๊ะคอมยังไงดี" เขาจะพิมพ์ค้นหา และแฮชแท็กนี่แหละคือตัวช่วยให้ระบบพาคลิปของคุณไปหาเขา

วิธีเลือกแฮชแท็กสำหรับ TikTok

  1. ใช้คำที่คนค้นหาจริง: ให้คุณลองไปที่ช่องค้นหาในแอป TikTok แล้วพิมพ์ชื่อสินค้าของคุณลงไป เช่น พิมพ์ว่า "กระเป๋าผ้า" แล้วดูว่าแอปแนะนำคำว่าอะไรขึ้นมาบ้าง เช่น "กระเป๋าผ้าแคนวาส" "กระเป๋าผ้าใบใหญ่" คำพวกนี้แหละคือสิ่งที่คุณต้องเอามาทำเป็นแฮชแท็ก
  2. เน้นคำเฉพาะเจาะจง: แทนที่จะใส่แค่ #เสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งมีคนใช้เป็นล้านและโพสต์คุณจะถูกกลืนหายไป ให้ลองใช้ #เสื้อสาวอวบใส่ไปคาเฟ่ หรือ #เสื้อยืดไม่ต้องรีด แบบนี้จะดึงดูดลูกค้าที่ตั้งใจซื้อจริงๆ ได้ดีกว่า
  3. จำนวนที่แนะนำ: ใส่เพียง 3-5 อันก็พอแล้วค่ะ การใส่เยอะเกินไปจนบังหน้าจอคลิปจะทำให้คนกดข้าม และระบบจะสับสนว่าจริงๆ แล้วคลิปคุณเกี่ยวกับอะไรกันแน่

Facebook ใส่เยอะไปคนจะรำคาญมากกว่ากดดู

สำหรับ Facebook พฤติกรรมคนใช้งานต่างออกไปค่ะ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกดแฮชแท็กเพื่อไปดูโพสต์อื่นต่อ และระบบการค้นหาของ Facebook ก็ไม่ได้เน้นที่แฮชแท็กเป็นหลัก แต่เน้นที่เนื้อหาในโพสต์และชื่อเพจของคุณมากกว่า

ถ้าคุณสังเกตดู โพสต์ที่ใส่แฮชแท็กสีฟ้าๆ เต็มไปหมดมักจะดูเหมือนโพสต์ขายของที่น่ารำคาญ หรือดูเหมือนโพสต์ที่ใช้โปรแกรมดูดมาลง ทำให้ความน่าเชื่อถือของร้านลดลงทันทีในสายตาลูกค้าที่ชอบความเป็นส่วนตัว

เทคนิคการใช้แฮชแท็กบน Facebook

  • ใช้เพื่อจัดหมวดหมู่ตัวเอง: เช่น ถ้าคุณขายน้ำพริก คุณอาจจะใช้ #น้ำพริกแม่..ตามด้วยชื่อร้าน เพื่อที่เวลาลูกค้าอยากดูรีวิวรวมๆ ของร้านคุณ เขาจะได้กดที่แท็กนี้แล้วเจอแต่ของร้านคุณเอง
  • ใช้คำที่เป็นกระแส (ถ้าเกี่ยว): เช่น ช่วงเทศกาลกินเจ คุณอาจจะใส่ #กินเจ เพื่อให้โพสต์ไปอยู่ในกลุ่มคนที่สนใจเรื่องนี้ แต่ต้องมั่นใจว่าสินค้าคุณคือของเจจริงๆ นะคะ
  • จำนวนที่แนะนำ: 0-2 อันก็พอ หรือไม่ใส่เลยก็ได้ค่ะ ให้เน้นไปที่การเขียนคำบรรยาย 3 บรรทัดแรกให้โดนใจลูกค้าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้มากกว่า

Instagram จุดสมดุลระหว่างความสวยกับความรู้ใจระบบ

Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่อยู่ตรงกลางค่ะ การใส่แฮชแท็กยังจำเป็นอยู่เพื่อให้รูปสวยๆ ของคุณไปโผล่ในหน้า Explore หรือหน้าค้นหาของคนที่ชอบสไตล์ใกล้เคียงกัน แต่กฎสำคัญของ IG คือ "ห้ามดูรก"

สูตรการใส่แฮชแท็กใน IG ให้ดูแพง

อย่าเอาแฮชแท็กมาวางไว้ต่อจากแคปชั่นบรรทัดแรก ให้คุณเว้นวรรคลงมาข้างล่างเยอะๆ หรือเอาไปใส่ไว้ใน "คอมเมนต์แรก" ของโพสต์แทน วิธีนี้จะทำให้เวลาคนเลื่อนผ่านจะเห็นแค่คำบรรยายสินค้าสวยๆ แต่ระบบยังคงเก็บข้อมูลแฮชแท็กของคุณไปทำงานต่อได้

จำนวนที่แนะนำสำหรับ IG คือประมาณ 5-10 อัน โดยแบ่งเป็น:

  • 3 อันแรก: เกี่ยวกับตัวสินค้าตรงๆ (เช่น #กระถางต้นไม้ดินเผา)
  • 3 อันต่อมา: เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย (เช่น #แต่งบ้านมินิมอล)
  • ที่เหลือ: เป็นชื่อร้านหรือแคมเปญของคุณเอง

วิธีเลือกแท็กที่คนค้นหาจริงแบบไม่ต้องมโนเอง

การเดาเอาเองว่าลูกค้าน่าจะชอบคำไหนเป็นเรื่องอันตรายค่ะ คุณอาจจะคิดว่าคำว่า #อาภรณ์สตรี ฟังดูหรูหรา แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครพิมพ์คำนี้ในช่องค้นหาหรอกค่ะ ทุกคนพิมพ์ว่า #เสื้อผ้าแฟชั่น กันทั้งนั้น

ขั้นตอนการหาคำที่ "ใช่" สำหรับร้านคุณ:

  1. แอบส่องร้านคู่แข่งที่ขายดี: เข้าไปดูโพสต์ของร้านที่ยอดไลก์เยอะๆ หรือคลิปที่คนคอมเมนต์เพียบ ดูว่าเขาใช้คำว่าอะไรบ้าง จดออกมาเป็นกลุ่มๆ
  2. นึกถึง "ปัญหา" ของลูกค้า: ลูกค้าไม่ได้ค้นหาแค่ชื่อสินค้า แต่เขาค้นหาวิธีแก้ปัญหา เช่น ถ้าคุณขายสเปรย์ฉีดผ้าหอม แฮชแท็กที่คุณควรมีคือ #ผ้าเหม็นอับ หรือ #วิธีทำให้ห้องหอม
  3. ใช้คำบ้านๆ ที่คนพูดกัน: เช่น ถ้าขายทุเรียนทอด แทนที่จะใช้คำว่า #ทุเรียนแปรรูป ให้ใช้ #ทุเรียนทอดเกรดเอ หรือ #ของฝากระยอง ซึ่งเป็นคำที่คนจะนึกถึงเป็นอย่างแรก
แพลตฟอร์ม ความจำเป็น จำนวนที่แนะนำ ตำแหน่งที่ควรวาง
TikTok จำเป็นมาก 3-5 คำ ต่อท้ายคำบรรยายคลิป
Facebook น้อยมาก 0-2 คำ ล่างสุดของโพสต์
Instagram จำเป็นปานกลาง 5-10 คำ ใส่ในคอมเมนต์แรก
Line Voom จำเป็นปานกลาง 3-5 คำ ท้ายโพสต์

ใส่แฮชแท็กแล้วอย่าลืมเช็กผลด้วยตัวเอง

คุณสามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ว่าแฮชแท็กที่คุณใส่ไปมันทำงานไหม โดยไม่ต้องไปซื้อโปรแกรมแพงๆ ค่ะ หลังจากโพสต์ไปแล้วสัก 1-2 วัน ให้ลองเอาบัญชีส่วนตัวของคุณ หรือยืมมือถือแฟนมาลองพิมพ์คำที่คุณใส่เป็นแฮชแท็กในช่องค้นหาของแอปนั้นๆ ดู

ถ้าคุณค้นหาคำว่า "ส้มโอทับทิมสยาม" แล้วเจอโพสต์ของร้านตัวเองอยู่ในหน้าแรกๆ แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว แต่ถ้าค้นเท่าไหร่ก็ไม่เจอ หรือเจอแต่ร้านคนอื่นที่โพสต์เมื่อนานมาแล้ว แปลว่าคำนั้นอาจจะมีการแข่งขันสูงเกินไป หรือคุณอาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้คำที่เฉพาะเจาะจงกว่าเดิม เช่น ระบุจังหวัด หรือระบุขนาดไซส์ลงไปด้วย

จำไว้ว่าแฮชแท็กเป็นเพียง "ป้ายบอกทาง" เท่านั้นค่ะ ต่อให้ป้ายบอกทางคุณจะชัดเจนแค่ไหน แต่ถ้าลูกค้าเดินตามป้ายมาแล้วเจอรูปสินค้าที่ไม่สวย หรือคำบรรยายที่อ่านไม่รู้เรื่อง เขาก็ไม่ซื้ออยู่ดี ดังนั้นให้ความสำคัญกับรูปภาพและเนื้อหาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วใช้แฮชแท็กเป็นตัวช่วยเสริมก็พอค่ะ

สรุปสั้น ๆ

TikTok ให้ใส่ 3-5 คำที่คนชอบค้นหาจริง Facebook ใส่ให้น้อยที่สุดหรือไม่ใส่เลยเพื่อความสะอาดตา ส่วน Instagram ให้ใส่ 5-10 คำโดยซ่อนไว้ในคอมเมนต์แรก เน้นใช้คำบ้านๆ ที่เป็นชื่อสินค้าหรือวิธีแก้ปัญหาของลูกค้า ห้ามใส่ยาวเป็นตับจนดูเหมือนสแปม

อ่านต่อ